2015-11-24

กินน้ำเต้าหู้ ผิวสวยใส อ่อนกว่าวัย





น้ำเต้าหู้ หรือ นมถั่วเหลือง เครื่องดื่มคู่คนไทยมาตั้งแต่อดีต ณ ปัจจุบันนี้มองไปทางไหนก็จะก็จะเจอน้ำเต้าหู้อยู่ทุกที่ และยิ่งไปกว่านั้นเดี๋ยวนี้มีแบบผงชงดื่มเองที่บ้าน สะดวกสบายกันเลยทีเดียว

น้ำเต้าหู้ หรือ นมถั่วเหลือง มีอะไรดี

เป็นแหล่งไขมันและโปรตีนที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย ในถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยสารอาหารอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน AB, B1, B2, B6, B12 ไนอาซิน และวิตามิน C, D, E และในเมล็ดถั่วเหลืองยังมี “เลซิทิน” อันเป็นสารบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ ลดไขมันและลดโคเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย ให้โปรตีนเกือบเท่านม มีไขมันที่ดีกว่า คือให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่านมช่วยลดโคเลสเตอรอลและลดไขมันในร่างกาย สำหรับคนที่ไม่ดื่มนมเพราะเหตุใดก็ ตาม จะได้รับคำแนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง
ทำไมผู้ใหญ่ชอบพูดว่า กินน้ำเต้าหู้แล้วผิวดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

นอกจากน้ำเต้าหู้ จะมีประโยชน์และสารอาหารที่ดีต่อร่างกายแล้ว ข้อดีที่สำคัญคือ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เพราะ ไขมันในนมถั่วเหลือง เป็นไขมันไม่อิ่มตัวมีมากถึง 63% ไขมันอิ่มตัว 15 % ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยวอีก 24 % และยังมี linoleic acid กรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่ทำให้สาวๆทั้งหลายหันมาดื่มน้ำเต้าหู้กัน คือในนมถั่วเหลืองยังมีสารอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินอี ที่มีในปริมาณที่สูง วิตามินอี มีส่วนสำคัญที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลเนื้อเยื่อร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง และยังช่วยชะลอความแก่อีกด้วย  รู้แบบนี้ใครยังไม่ดื่มรีบเลยนะคะ ถ้ายังอยากเต่งตึง อ่อนกว่าวัยสดใสไปนานๆ

นอกจากความสวยใสนั้น น้ำเต้าหู้ยัง ช่วยป้องการเกิดโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจล้มเหลว ท้องผูก สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม ริดสีดวง ช่วยป้องกันและยับยั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากถั่วเหลืองมีไฟเบอร์สูง ไฟเบอร์เหล่านี้จะช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ได้ และป้องกันอาการวัยทอง มากมายหลากหลายคุณประโยชน์จริงๆ แต่อะไรก็ตามล้วนมีข้อจำกัด 

ข้อเสียของน้ำเต้าหู้

น้ำเต้าหู้สำหรับผู้ที่ใช้ดื่มแทนนมวัวนั้น ปริมาณแคลเซียมอาจไม่เพียงพอ จึงต้องรับประทาน ผักใบเขียว กับปลาเล็กที่รับประทานทั้งตัวได้ และธัญพืชอื่นๆร่วมด้วยเพื่อจะได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น ข้อเสียอีกอย่างคือ ในน้ำเต้าหู้มีไฟโตเอสโตรเจนหากดื่มเยอะเกิน อาจเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ เพราะไฟโตเอสโตรเจนก็ทำหน้าที่เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ดังนั้นคนที่เป็นมะเร็งเต้านม การรับประทานไฟโตเอสโตรเจนเป็นควรระวัง จึงควรดื่มแบบพอดี

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วอยากผิวดี เต่งตึง สดใสอ่อยกว่าวัย สุขภาพดี มาดื่มน้ำเต้าหู้ทุกวัน เช้า-ก่อนนอน กันดีกว่าค่ะ ยิ่งใครทำน้ำเต้าหู้เองที่บ้านยิ่งดีเลยนะคะ เพราะที่ขายตามท้องตลาดนั้นใส่น้ำตาลเยอะ และไม่เข้มข้น ถ้าเราทำเองยิ่งปลอดภัยและได้รับประโยชน์ได้คุณค่าอย่างเต็มที่


ประโยชน์ของ สตรอเบอรี่



สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ในวงศ์กุหลาบ มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม แต่เดิมนั้นถูกใช้เพื่อปลูกคลุมดิน ต่อมาได้มีการนำเอาผลสตรอเบอรี่มารับประทานเป็นอาหาร และแปรรูปเป็นของกินอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด สตรอเบอรี่ ที่นิยมปลูก คือสตรอเบอรี่สวน ซึ่งจะให้ผลที่ดก แดง และรสชาติดีมากกว่าพันธุ์อื่นๆ รสชาติของสตรอเบอรรี่ จะมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว นิยมกินสด หรือแปรรูปเป็นอาหารอื่นๆ เช่น แยม ของหวาน หรือเครื่องดื่ม สำหรับการกินสตรอเบอรรี่ให้ได้ประโยชน์นั้น ควรกินสด ซึ่งสารอาหารในสตรอเบอรี่ จะมีสรรพคุณต่อร่างกายดังนี้

1. บำรุงสายตา แน่นอนว่า ปัญหาสุขภาพที่สำคัญของคนเราในทุกวันนี้ คือปัญหาเรื่องสายตา ที่มักจะเสื่อมเร็วขึ้น จากการใช้งานอย่างหนัก เช่น การทำงานที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอด นอกจากนั้นแล้ว เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กล้ามเนื้อของดวงตาก็จะเสื่อมลง เมื่อเกิดอาการดังกล่าว แนะนำให้รับประทานสตรอเบอรี่สด เพราะในสตรอเบอรี่สด จะมีกลดเอลลาจิก และกรดฟีโนลิก ที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของดวงตา นอกจากนั้นแล้ว ในสตรอเบอรี่ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี และฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ของอาการกล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ

2. ป้องกันโรคเก๊าต์ และโรคข้ออักเสบ ต้องบอกว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ด้วยการใช้ชีวิตปัจจุบันทำให้ร่างกายนั้นเป็นที่สะสมของสารพิษที่เรียกว่า กรดยูริก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเก๊าต์ ตลอดจนอาการที่ไขข้อของกระดูกส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นจะเกิดอาการอักเสบได้ง่าย อันมีสาเหตุจากของเหลวในข้อต่อแห้งไป ซึ่งอาการนี้ เรียกว่าโรคข้อเสบ เมื่อเกิดขึ้นมักจะทำให้เจ็บปวดและส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ดังนั้น เราสามารถป้องกันได้ด้วยการกินสตรอเบอรี่สด เป็นประจำ เพราะในสตรอเบอรี่สดนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และมีสรรพคุณในการล้างพิษในร่างกายได้อย่างชะงัด

3. ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ แน่นอนว่าถ้าพุดถึงโรคมะเร็ง หลายๆ คนต้องเกิดอาการกลัวอย่างแน่นอน เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรงมากโรคหนึ่ง ซึ่งการเกิดของโรคมะเร็งนั้นเกิดได้หลายจุด หลายอวัยวะของร่างกาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากกินสตรอเบอรี่สดเป็นประจำทุกวัน ในปริมาณที่พอเหมาะแล้วล่ะก็ จะช่วยในการป้เองกันการเกิดโรคมะเร็งได้หลายประเภท ทั้งนี้เพราะในสตรอเบอรี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี โฟเลต และ แอนโธไซยานินส์ ซึ่งมีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็ง

4. ช่วยในการทำงาน ของประสาทและสมอง และสามารถ ป้องกันความเครียดที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะในสตรอเบอรี่ มีสารไอโอดีน ที่ช่วยในการทำงานของประสาทและสมอง นอกจากนั้น ในสตรอเบอรี ยังมีน้ำตาลที่ไม่เป็นผลเสียต่อร่างกาย เพราะสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ซึ่งน้ำตาลที่ว่านี้ จะช่วยในการลดความเครียดที่เกิดขึ้นได้ ถือเป็นอาหารว่าง หรือผลไม้ที่เหมาะจะกินเวลาเครียดเป็นที่สุด

5. สตรอเบอรี่ มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยง ของการเป็นโรคความดันโลหิต และช่วยในการหมุนเวียนของระบบเลือดในร่างกาย ตลอดจนสามารถลดความเสี่ยง ในการเป็นโรคหัวใจด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะในสตรอเบอรี่ 100 กรัม จะมีสารโพแทสเซียม ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงถึง 153 มิลลิกรัม ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่ต้องการพบกับเสี่ยงกับโรคดังกล่าว ควรรับประทานสตรอเบอรี่สด เป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันได้อย่างมาก แต่ต้องกินสตรอเบอรี่สด จึงจะได้ผลมากที่สุด

6.  ช่วยปรับสมดุล ในระบบขับถ่าย เพราะในสตรอเบอรี่ มีไฟเบอร์ หรือใยอาหาร ที่จะช่วยในการขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายง่าย อุจจาระไม่เป็นก้อน ลดอาการท้องผูก ถ่ายยาก ช่วยป้องกันความเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวาร

7. ป้องกันโรคหัวใจ อย่างที่บอกไปว่า ในสตรอเบอรี่ มีโพแทสเซียม มีสารโฟเลต วิตามีนบีประเภทพิเศษ ที่พบได้ยาก สารอาหารดังกล่าว มีส่วนในการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย นอกจากนั้น วิตามินซี ยังช่วยในการสร้างความแข็งแรงของหลอดเลือดแดง ซึ่งจะช่วยในการป้องกันการสะสมของคอเรสเตอรอล อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจได้นั่นเอง


2013-04-06

คุณค่าของผักพื้นบ้าน

คุณค่าของผักพื้นบ้าน


ผักพื้นบ้าน คือ พรรณพืชพื้นบ้านในท้องถิ่น ชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค หรือนำมาทำเป็นของใช้สอยในครัวเรือน ผักพื้นบ้านนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ส่วนใหญ่ยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร เนื่องจากมีรสยาที่หลากหลายอยู่ในผักพื้นบ้าน ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ให้ความสำคัญกับรสอาหาร พื้นบ้าน ดังนี้

รสฝาด มีสรรพคุณทางยา คือ ช่วยสมานแผล แก้ท้องร่วง บำรุงธาตุในร่างกาย เช่น ยอดมะม่วง ยอดมะกอก ยอดจิก ยอดกระโดน ฯลฯ

รสหวาน มีสรรพคุณทางยา คือ ช่วยให้มีการดูดซึมได้ดีขึ้น ทำให้ชุ่มชื้น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เช่น เห็ด ผักหวานป่า ผักขี้หูด บวบ น้ำเต้า ฯลฯ

รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณทางยา คือ แก้ท้องอืด แก้ลมจุกเสียด ขับลม บำรุงธาตุ เช่น ดอกกระทือ กระเทียม ตอกกระเจียวแดง ดีปลี พริกไทย ใบชะพลู ขิง ข่า ขมิ้น กระชาย ฯลฯ

รสเปรี้ยว มีสรรพคุณทางยา คือ ขับเสมหะ ช่วยระบาย เช่น ยอดมะขามอ่อน มะนาว ยอดชะมวง มะดัน ยอดมะกอก ยอดผักติ้วรสหอมเย็น มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย เช่น เตยหอม โสน ดอกขจร บัว ผักบุ้งไทย เป็นต้น

รสมัน มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงเส้นเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ เช่น สะตอ เนียง ขนุนอ่อน ถั่วพู ฟักทอง กระถิน ชะอม รสขม มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงโลหิต เจริญอาหาร ช่วยระบาย เช่น มะระขี้นก ยอกหวาย ดอดขี้เหล็ก ใบยอ สะเดา เพกา ผักโขม

นอกจากคุณค่าทางยาแล้ว ผักพื้นบ้านยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย สารสำคัญในผักพื้นบ้าน ที่สามารถป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้แก่ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งพบในผักใบเขียวจัดๆ เช่น ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ใบตำลึง ใบบัวบก ใบแมงลัก ผักชีลาว ผักแว่น ใบขี้เหล็ก ใบกระเพรา นอกจากนี้ผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น มะละกอสุก ฟักทอง มะปราง

นอกจากสารเบต้าแคโรทีนดังกล่าวแล้ว ในผักสด ยังพบว่ามีวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินซีมีบทบาทในการสร้างภูมิต้านมะเร็ง คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการเป็นมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มประสิทธิภาพ ของการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้

วัฒนธรรมพื้นบ้านของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ มักจะเก็บผักพื้นบ้านจากริมรั้ว จากป่า ไร่นา หรือสวน เป็นผักสดๆ มาประกอบเป็นอาหาร ผักสดยิ่งสดเท่าไรก็ยิ่งมีวิตามินซีสูงเท่านั้น ดังนั้นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทย ผักบางชนิดที่นำมารับประทานสด กับน้ำพริก คนไทยก็มักจะนำมารับประทานเลย ซึ่งได้วิตามินซี และเกลือแร่อื่นๆ สูง ในบางชนิดอาจจะเป็นอันตราย ถ้านำมารับประทานเลย ก็จะนำมาลวก ต้ม ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม

การดูแลสุขภาพของตนเองด้วยวิธีธรรมชาติ การรับประทานผักพื้นบ้านที่ปลอดสารพิษ หรือปลูกผักไว้รับประทานกันเองในครัวเรือน นอกจากจะช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ แล้วยังช่วยประหยัด และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน ดังนั้นเราควรจะส่งเสริม ให้มีการปลูกผักริมรั้ว เพื่อนำมาประกอบเป็นอาหาร แทนการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีบริเวณที่จะปลูกต้นไม้ หรือผักไว้กินได้มากนัก

เนื่องจากการถูกจำกัดเรื่องสถานที่ แต่เราสามารถปลูกผักสวนครัวไว้กิน โดยการปลูกไว้ในกระถาง เช่น พริก โหระพา กระเพรา แมงลัก ชะพลู ผักชี ผักแพว เป็นต้น ซึ่งปลูกง่าย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งยังปลอดภัยจากสารพิษ สำหรับผู้ที่มีที่ดินพอปลูกผักริมรั้ว ที่เป็นไม้ยืนต้นที่เก็บไว้กินได้หลายๆ ปี เช่น แค กระถิน ชะอม สะเดา การนำพืชเหล่านั้นมาปลูกในที่ไม่ต้องการการดูแลมากนัก นอกจากจะเก็บมาเป็นอาหาร ที่มีคุณค่าแล้ว ยังช่วยเป็นรั้วบ้าน และให้ร่มเงาทำให้สดชื่น ถ้าเหลือกินในครอบครัวก็สามารถแบ่งให้เพื่อนบ้าน หรือเก็บไปขายได้

จากที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาดั้งเดิม วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทย ในสมัยโบราณที่อยู่แบบอบอุ่นพึ่งตนเองได้ ปัจจุบันคนไทยกำลังหวนคืนสู่บรรยากาศนั้น เพื่อความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย การช่วยเหลือจุนเจือกัน การช่วยเหลือตัวเองในระดับครอบครัว ชุมชน เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ที่คนไทยควรจะเห็นความสำคัญ เพื่อความอยู่รอดของเราคนไทย และเพื่อชาติไทย

ที่มา : samunpri.com