<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243</id><updated>2011-11-27T15:18:45.324-08:00</updated><category term='ประโยชน์ของขิง'/><category term='กระดูกพรุน'/><category term='ใบบัวบก'/><category term='วิตามินซี'/><category term='เพคติน'/><category term='รูปลักษณะบัวบก'/><category term='กล้วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร'/><category term='เส้นผม'/><category term='น้ำผลไม้ ทำให้ร่างกาย ดูดซึมยาได้ไม่ดี   น้ำผลไม้ดูดซึมยาได้ไม่ดี'/><category term='ขิงสด'/><category term='หุ่นดีกับวิธี.. Coconut Diet ลดน้ำหนักด้วยมะพร้าว  มะพร้าวช่วยลดน้ำหนัก'/><category term='วิตามินต่างๆเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค'/><category term='สารอาหารจากกะหล่ำปลีต้านมะเร็งปอด'/><category term='บล็อกโคลี่'/><category term='ปวดข้อเรื้อรัง'/><category term='แคลเซียม'/><category term='แตงโมลดความดัน'/><category term='ลักษณะของฟักขาว'/><category term='โหระพา'/><category term='สรรพคุณของขิง'/><category term='บำรุงธาตุ'/><category term='แตงกวามีประโยชน์ต่อสุขภาพ'/><category term='สมุนไพร'/><category term='ควบคุมน้ำหนัก'/><category term='ปัญหาผมร่วง'/><category term='ปากกัดเปลือกผลไม้อันตราย'/><category term='10 อันดับเครื่องดื่มมีประโยชน์ที่สุด'/><category term='ดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆรักษาโรคหวัด'/><category term='เพื่อสุขภาพ'/><category term='ประโยชน์ของใบบัวบก'/><category term='ปวยเล้ง&quot; ผักเพิ่มพลังของป๊อบอาย'/><category term='5 สมุนไพรแคลซียมสูง'/><category term='กะหล่ำปลีลดความอ้วน'/><category term='ว่านหางจระเข้เยี่ยวยาความงาม'/><category term='บำรุงไต'/><category term='ความรู้เรื่องน้ำผึ้ง'/><category term='แก้ร้อนใน'/><category term='แตงกวาสำหรับสาวตาบวม'/><category term='ฟักข้าวเบตาแคโรทีนมากกว่า'/><category term='สรรคุณน้ำสำรอง'/><category term='กินผักผลไม้ห้ามนิ่วในถุงน้ำดี ควรกินปนเปกันไป กินผักผลไม้ห้ามนิ่ว'/><category term='กะหล่ำ'/><category term='ฟักทองต้านต่อมลูกหมาก'/><category term='แคลอรีต่ำ'/><category term='ฝรั่ง'/><category term='ฟักทองให้แคลเซียม'/><category term='วิตามินซีป้องกันโรคเขาอักเสบ'/><category term='บัวบกแก้อักเสบ'/><category term='ลดความอ้วน'/><category term='แอปเปิ้ลขับน้ำมัน'/><category term='กรีนทีเพื่อสุขภาพดี'/><category term='ชาสะระแหน่'/><category term='พลูแก้แมลงกัดต่อย'/><category term='วิตามินซีสูง'/><category term='ดับร้อน'/><category term='เปลือกผักและผลไม้กำจัดกลิ่นเหม็น'/><category term='ตะไคร้แก้ปวดหลัง'/><category term='ผลวิจัยชี้ พริก กาแฟ พริกไทย ...ลดไขมัน'/><category term='ขมิ้น'/><category term='สารอาหารของฟักข้าว'/><category term='ผักไทยสู้มะเร็งร้าย'/><category term='สมุนไพรรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้'/><category term='ส้ม'/><category term='ไต'/><category term='สุขภาพดีด้วยสับปะรด'/><category term='แตงโม ให้ความชุ่มชื่น'/><category term='เดินสบายไม่ปวดเข่า'/><category term='ปวดประจำเดือน'/><category term='ผักพื้นบ้านไทยสู้มะเร็งร้าย'/><category term='สรรพคุณของกล้วย'/><category term='ขิงแก้ผมร่วง'/><category term='เมล็ดฟักทอง'/><category term='บำรุงกระดูก'/><category term='ใบชะพลู'/><category term='กรดออกซาลิก'/><category term='สูตรหมักผมจากดอกอัญชัน'/><category term='ประโยชน์ของกะหล่ำปลี'/><category term='สตรอเบอร์รี่ป้องกันมะเร็ง'/><category term='ประโยชน์ของแคนตาลูป   สารอาหารจากแคนตาลูป แคนตาลูปมีประโยชน์'/><category term='ลำไส้อักเสบ'/><category term='เห็ด'/><category term='ธาตุเหล็ก'/><category term='ประโยชน์ต่อสุขภาพ'/><category term='แอปเปิ้ล'/><category term='อัศจรรย์จากมะนาว'/><category term='ข้อต่ออักเสบ'/><category term='ประโยชน์จากสตรอเบอร์รี่'/><category term='มะเขือเทศ'/><category term='คุณค่าทางโภชนาการของฟักทอง'/><category term='ผมร่วง'/><category term='ผักกาดดอกช่วยป้องกันมะเร็ง'/><category term='ดื่ม ชา..เขียว ดำ ขาวหรือแดงดี'/><category term='ล้างพิษ'/><category term='ปากแกะผลไม้เกิดอันตราย'/><category term='ต้นขจรอาหารบำรุงฮอร์โมนหญิง'/><category term='มะเร็งที่ปาก'/><category term='กินวิตามิน..เกลือแร่แก้แพ้อากาศ'/><category term='ทานผลไม้ถูกวิธี'/><category term='ลูกพรุนลดไขมันในเลือด'/><category term='ผักกุยช่ายสมุนไพรรักษาโรค'/><category term='มะนาว'/><category term='แตงกวาช่วยลดน้ำตาลในเลือด'/><category term='ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง'/><category term='กีวี'/><category term='ขิง'/><category term='ฟักทองลดน้ำตาลในเลือด'/><category term='องุ่นลดความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหน้ง'/><category term='ชะลอความแก่ชรา'/><category term='กรดทาร์ทาริก'/><category term='หอมกระเทียมต้านมะเร็ง'/><category term='ประโยชน์ของส้ม'/><category term='การเก็บลูกสำรอง'/><category term='Amazing Aloe'/><category term='บรอคโคลี่'/><category term='ชาเตยหอม'/><category term='องุ่นสารฟอกลำไส้'/><category term='สูตรการทำชาตะไคร้'/><category term='คุณค่าของผักพื้นบ้าน'/><category term='กินเผ็ด ป้องกันโรค มีประโยชน์สารพัด'/><category term='ดับกลิ่นเหม็นห้องน้ำด้วยมะกรูด ใบฝรั่งสด'/><category term='ผักโขมต่อต้านความอ้วน'/><category term='ไฟเบอร์'/><category term='ประโยชน์มากมายจากสะระแหน่'/><category term='แตงกวากระชับรูขุมขน'/><category term='แหล่งธาตุเหล็กในผักใบเขียวเข้ม'/><category term='5 อาหารเติมพลังยาม Diet กล้วยและแครอตลดน้ำหนัก'/><category term='องุ่นเป็นซันบล็อคของใหม่'/><category term='ถนอมผมสวยด้วยพืชผัก'/><category term='สตรอเบอร์รี่'/><category term='คุณประโยชน์ของน้ำผึ้ง'/><category term='ครีมถนอมผมจากพืชผัก'/><category term='มหัศจรรย์ว่านหางจระเข้'/><category term='ขมิ้นอ้อย'/><category term='ดื่มชาอะไรถึงดีต่อสุขภาพ'/><category term='มะนาวลดกลิ่นไหม้'/><category term='สับปะรดลดหวัด เพื่อสุขภาพ'/><category term='เคล็ดลับผมเงางามด้วยดอกอัญชัน'/><category term='แกงสีเหลือง'/><category term='รักษาโรคด้วยสมุนไพร'/><category term='ดูแลรักษาหน้าใสด้วยสมุนไพร'/><category term='กินผักผลไม้ให้ได้คุณประโยชน์สูงสุด ประโยชน์ของผลไม้'/><category term='สาหร่ายทะเล'/><category term='สูตรผสมจากพืชผักรักษาหน้า'/><category term='ประโยชน์จากผลไม้ แก้วมังกร  อโวคาโด กีวี  ลูกพรุน เบอร์รี่'/><category term='สารอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน'/><category term='ขจรคุณค่าทางอาหาร'/><category term='ประโยชน์พืชผักสวนครัว'/><category term='ลูกพรุนมีไฟเบอร์'/><category term='ใบมะขาม'/><category term='กินมะนาวเลิกบุหรี่ภายใน 2 สัปดาห์'/><category term='สังกะสี พบมากในอาหารทะเล นม ธัญพืช'/><category term='ผักผลไม้ฟอกฟันขาว'/><category term='แปะก๊วย ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ'/><category term='องุ่นแดงต้านมะเร็งและหัวใจ'/><category term='ฟักข้าว อาหารต้านมะเร็ง'/><category term='หอมจับมือกระเทียมปราบมะเร็ง'/><category term='ตีนกา'/><category term='กะหล่ำปลีป้องกันมะเร็งปอด'/><category term='ผลไม้แห่งสุขภาพ'/><category term='เครื่องดื่ม'/><category term='ลดต้นทุนการผลิต'/><category term='กินผักต้านมะเร็ง'/><category term='ชามะตูม'/><category term='ผักผลไม้กับการลดน้ำหนัก ไดเอทด้วยผักผลไม้'/><category term='หัวหอมสุกก็ยังมีประโยชน์ต่อหัวใจ'/><category term='ข้อดีของน้ำสำรอง'/><category term='รักษาโรคหวัด ด้วยการดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ'/><category term='Rambuta'/><category term='ล้างพิษด้วยผลไม้'/><category term='สลายไขมันด้วยผักโขม'/><category term='คุณค่าจากมะขาม'/><category term='เพิ่มอาหารให้สมอง'/><category term='ปรุงผักอย่างไร ให้เสียคุณค่าน้อยที่สุด'/><category term='ใบสระแหน่'/><category term='ดื่มน้ำผลไม้ประจำ ใช่จะดี เสี่ยงเบาหวาน'/><category term='วิตามินซีในพริกต้านอนุมูลอิสระ'/><category term='สตรอว์เบอร์รี่ฟอกฟันขาว'/><category term='เห็ด กินดีมีประโยชน์'/><category term='สรรพคุณทางยาของสำรอง'/><category term='การกินยากับน้ำผลไม้'/><category term='พริกช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง'/><category term='คุณรู้จักแตงกวาดีแค่ไหน'/><category term='ฟักทองมีธาตุสังกะสี'/><category term='เห็ดหอมมีกรดอะมิโนอยู่ถึง 21 ชนิด'/><category term='วิตามินต่าง ๆในลูกพรุน'/><category term='โสนเป็นไม้สกุลเดียวกับแค'/><category term='วิตามินอี'/><category term='สะระแหน่...คุณค่าที่คนมักมองข้าม'/><category term='วิธีรักษากระด้วยไชเท้า'/><category term='มะขามอุดมด้วยวิตามินบี 2 แคลเซียม'/><category term='กล้วย กับ นม ช่วยลดความเครียด'/><category term='ผักผลไม้ดีต่อผู้เป็นเบาหวาน'/><category term='สารอาหารจากกระเทียมต้านโรคหัวใจ'/><category term='ลูกเดือย'/><category term='ชารากบัว'/><category term='มะกรูด'/><category term='ฟักทองเป็นผักสุขภาพที่ดีต่อร่างกาย'/><category term='บรอคโคลี่ลบริ้วรอยเหี่ยวย่น'/><category term='แปะก๊วยยาอายุวัฒนะ'/><category term='แครอตช่วยให้ฟันดูขาว'/><category term='นิ่ว'/><category term='ดื่มชาสมุนไพร'/><category term='ตะไคร้'/><category term='ลูกพรุน (Prunes)'/><category term='พริก กาแฟ พริกไทย ...ลดไขมัน'/><category term='โรคมะเร็ง'/><category term='กระเทียม ลดโคเลสอเตอรอล'/><category term='ผักผลไม้ 7 ชนิดชะลอความชรา'/><category term='สับปะรดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ'/><category term='ชาเชียวชะรอความชรา'/><category term='ยอ ชะพลู มะขาม ยอดแค  ผักกระเฉด ผักที่มีแคลเซียมสูง'/><category term='วิตามินซีแก่ปวดเข่า'/><category term='เห็ด อาหารมหัศจรรย์'/><category term='บร็อกโคลี่ทำให้เซลล์ผิวต่อสู้กับแสงยูวี บร็อกโคลี่ต่อสู้กับแสงยูวี'/><category term='กล้วยช่วยเคลือบกระเพาะ'/><category term='ขิงรักษาแผล'/><category term='ประโยชน์มากมายจากผักกาด'/><category term='โสนผักพื้นบ้าน'/><category term='แคนตาลูป มะเขือเทศ สับปะรด'/><category term='ริ้วรอย'/><category term='สารไกลโคไซด์'/><category term='ใบแมงลักแก้กรน'/><category term='สารพัดคุณค่าจาก &quot;ผักโขม&quot; ผักโขมมีคุณค่า สารอาหารจากผักโขม'/><category term='หอมแก้กรน'/><category term='ประโยชน์จากกุยช่าย'/><category term='ไขมันจากปลา'/><category term='สับปะรดลดหวัด'/><category term='ถั่ว'/><category term='ถั่วเหลือง'/><category term='กุยช่ายบำรุงน้ำนม'/><category term='ใบโหระพา'/><category term='ใบเตย ขิง ข่า ตะไคร้ กำจัดกลิ่นห้องน้ำ'/><category term='พลู สมุนไพรแก้ลมพิษ'/><category term='มะเขือเทศอาหารสุขภาพ'/><category term='สมุนไพรจำกัดกลิ่นห้องน้ำ'/><category term='เมล็ดฟักทองบรรเทาต่อมลูกหมาก'/><category term='น้ำสำรองช่วยลดน้ำหนักแก้ไอ'/><category term='ข่า'/><category term='สารอาหารจากกล้วย+นม ลดความเครียด'/><category term='แก้วมังกร'/><category term='สารอาหารของสับปะรด'/><category term='Rambutan Thailand’s BEST Fruit'/><category term='บร็อคโคลี่ต้านมะเร็ง'/><category term='ฟักข้าวฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค'/><category term='น้ำมันขิง'/><category term='ผลไม้'/><category term='ผักโขมอุดมด้วยธาตุเหล็ก'/><category term='อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน'/><category term='สารพัดประโยชน์จากพริก'/><category term='แครอท'/><category term='ฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูง'/><category term='ใบกระเจี๊ยบ'/><category term='สตรอเบอร์รี่กระตุ้นผิว'/><category term='ไชเท้าเพื่อความงาม'/><category term='หัวหอมสดยาชั้นเลิศในการเพิ่ม HDL'/><category term='แอปเปิ้ลขจัดของเสีย'/><category term='น้ำผลไม้'/><category term='น้ำผักผลไม้-น้ำสมุนไพร ปนเปื้อน&quot;น้ำใบบัวบก&quot;ร้ายสุด'/><category term='สตรอเบอร์รี่ ผลไม้แห่งสุขภาพ'/><category term='8  อาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพ'/><category term='ปุ้ยน้ำ'/><category term='งานวิจัยเห็ดมีคุณป้องกันโรค'/><category term='สรรพคุณทางยาดอกขจร'/><category term='คอลลาเจน'/><category term='ประโยชน์จากชาเขียว'/><category term='อาหารมหัศจรรย์ เห็ด'/><category term='บัวบกสรรพคุณทางยา'/><category term='กินสลัดและผักดิบเลือดข้นทันตาเห็น กินสลัดและผักดิบ'/><category term='แกงกะหรี่'/><category term='สมุนไพรแก้อาการกรน'/><category term='ข้าวซ้อมมือ ส้ม ฝรั่ง แอปเปิ้ล อาหารคนชอบเครียด'/><category term='สารอาหารจากฟักทอง'/><category term='ต้านทานโรคทางใบ'/><category term='ถิ่นกำเนิดฟักข้าว'/><category term='พลังสารอาหาร'/><category term='ธัญพืชเพื่อสุขภาพ'/><category term='พรรณพืชพืันบ้านสรรพคุณทางยาสูง'/><category term='ผัก'/><category term='ป้องกันหอยเชอรี่'/><category term='ชาเก็กฮวย'/><category term='สูตรพอกหน้า'/><category term='เพิ่มผลผลิต'/><category term='พืชผักถนอมผมให้สวย'/><category term='หืด'/><category term='น้ำผึ้งป่า'/><category term='ฟักทองกับความงาม'/><title type='text'>Fruits  Vatgetable</title><subtitle type='html'>ประโยชน์ สรรพคุณ ของ พืชผัก ผลไม้   มหัศจรรย์แห่งผัก - ผลไม้  อาทิ กล้วย มะละกอ  ฝรั่ง  ส้ม  สตอเบอร์รี่  ขึ้นฉ่าย   สะระแหน่  แหล่งรวม สารอาหาร ที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย ช่วยซ่อมแซม และ เสริมสร้าง ป้องกัน โรคภัย ต่าง ๆ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>131</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3122044566667971143</id><published>2010-12-13T01:03:00.000-08:00</published><updated>2010-12-13T01:14:37.850-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดต้นทุนการผลิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ป้องกันหอยเชอรี่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ต้านทานโรคทางใบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพิ่มผลผลิต'/><title type='text'>NP มณีพันธุ์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผงสร้างภูมิคุ้มกันพืช &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;color:#006600;"&gt;ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพิ่มความสมบูรณ์และแข็งแรงให้กับพืช ลดต้นทุนประหยัดปุ๋ยผลผลิตเพิ่ม พีชเขียวทนทาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สารพัดประโยชน์ มณีพันธุ์ 2&lt;br /&gt;1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ยให้อยู่ในดินได้นาน 2-3 เดือน เพื่อเก็บอาหารให้กับพืช ให้พืชได้อาหารทุกระยะที่พืชต้องการและช่วยปลดปล่อยปุ๋ยที่ตกค้างในดินให้พืชนำมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;มณีพันธุ์ 2 = 2 กก./ปุ๋ยสูตร N-P-K 25-50 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากันโดยการพ่นน้ำเป็นละอองฝอยพอชื้น ๆ แล้วโรยทับด้วย มณีพันธุ์ 2 แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง เก็บใส่กระสอบปิดปากถุงไว้แล้วจึงนำไปใช้&lt;br /&gt;**เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยให้มากขึ้น น้ำที่ใช้ในการฉีดพ่นเป็นละอองฝอย ใช้อาหารเสริมสูตรเร่งการเจริญเติบโต 5 ซีซี : น้ำ 5 ลิตร นำไปฉีดพ่นบนกองปุ๋ยพอชื้นอย่าให้แฉะแล้วคลุกเคล้าด้วยมณีพันธุ์ 2&lt;br /&gt;2. มณีพันธุ์ 2 = 1 กก./ดิน 50 กก. เพื่อใช้ในการปลูกไม้กระถางและการเพาะกล้าพืชเพื่อบำรุงดินให้ร่วนซุยและเพิ่มการขยายราก ทำให้ต้นไม้โตไวแข็งแรง&lt;br /&gt;3. มณีพันธุ์ 2 = 5 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทั่วบริเวณหน้าดินให้ชุ่มเพื่อระเบิดดินทำติดต่อกัน 3 ครั้ง เว้น 3 วัน ฉีดพ่น 1 ครั้ง เมื่อหน้าดินแน่นสามารถทำได้อีก&lt;br /&gt;4. ใช้สำหรับกิ่งพันธุ์ มณีพันธุ์ 2 1 กก. + อาหารเสริม สูตรเร่งการเจริญเติบโต 100 ซีซี + น้ำ 200 ลิตร (ผสมไว้ได้ เพื่อนำมารดกิ่งพันธุ์ จะทำให้รากงอกไว นำไปลงปลูกทำให้ไม่ตาย)&lt;br /&gt;5. มณีพันธุ์ 2 = 1 กก./เมล็ดพันธุ์ข้าว 30-45 กก. คลุกให้เข้ากันแล้วนำไปหว่านในนาป้องกันหอยเชอรี่ เมื่อต้นข้าวงอกทำให้หน่อแข็งแรง&lt;br /&gt;6. ใช้คลุกเมล็ดพันธุ์พืชได้ทุกชนิด อัตราส่วน มณีพันธุ์ 2 = 1 กก./เมล็ดพันธุ์พืช 30-45 กก.โดยการใช้อาหารเสริมสูตรเร่งการเจริญเติบโต 2 ซีซี + น้ำ 2 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วเมล็ดพันธุ์แล้วคลุกเคล้ากับมณีพันธ์ 2 ให้เข้ากันก่อนนำไปหว่าน&lt;br /&gt;สำหรับการแช่เมล็ด ใช้มณีพันธ์ 2 = 1 ช้อนโต๊ะ + อาหารเสริม สูตรเร่งการเจริญเติบโต 2 ซีซี + น้ำ 2 ลิตร&lt;br /&gt;** ในกรณีใช้เมล็ดพันธ์เป็นจำนวนมากเพิ่มตามสัดส่วน&lt;br /&gt;7. เพื่อเพิ่มความแข็งแรงต้านทานโรคให้กับพืชเพื่อให้ลำต้นแข็ง ใบสมบูรณ์ใช้มณีพันธ์ 2 = 3-5 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร + อาหารเสริม สูตรเร่งการเจริญเติบโต 10-20 ซีซี ผสมให้เข้ากันนำไปฉีดพ่น&lt;br /&gt;8. สำหรับนาข้าวหลังฝนตก ใช้มณีพันธ์ 2 3-5 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร ฉีดให้ทั่วแปลงเพื่อให้ลำต้นและใบแข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคราต่าง ๆ&lt;br /&gt;** ใช้กับเห็ด มณีพันธุ์ 2 = 1 กก./เชื้อเห็ด 50 กก. ทำให้เชื้อเห็ด เดินไวขึ้นกว่าปกติหลายเท่า&lt;br /&gt;** ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก เพื่อลดปริมาณความร้อนในกองปุ๋ยหมัก&lt;br /&gt;อัตราส่วน มณีพันธุ์ 2 5-10 กก./กองปุ๋ยหมัก 50-100 กก.&lt;br /&gt;9. ผงมณีพันธุ์ 2 = 2 กก. + จุลินทรีย์มณีพันธุ์ 1 = 5 ลิตร + น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในการเตรียมแปลงปลูกและการย่อยสลายตอซังข้าวหรือนำไปฉีดพ่นรอบบริเวณทรงพุ่ม สำหรับปาล์ม ยางพารา ไม้ผลทุกชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;NP มณีพันธุ์ 2&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;มณีพันธุ์ 2 ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพิ่มความสมบูรณ์และแข็งแรงให้กับพืช ลดต้นทุนประหยัดปุ๋ย ผลผลิตเพิ่ม พืชเขียวทนนาน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;คุณสมบัติ&lt;br /&gt;- ปรับสภาพดิน ทำให้โครงสร้างดินดี ดินร่วนซุย เพิ่มก๊าซออกซิเจนในดิน แก้วความเป็นกรดด่าง&lt;br /&gt;- เพิ่มการขยายรากพืชมากกว่าเดิม 2-3 เท่า&lt;br /&gt;- ทำให้ลำต้นแข็งแรง ใบใหญ่ ใบตั้ง ใบหนา ใบมีขน เพิ่มขี้ผึ้งทางใบ เขียวทนนาน&lt;br /&gt;- เพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ย ไม่ให้เกิดการสูญเสีย ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยมากกว่า 30%&lt;br /&gt;- ดูดซับและจับยึด ธาตุอาหารให้พืชได้มากกว่า 80% และค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาอย่าง&lt;br /&gt;ช้า ๆ ตามความต้องการของพืช&lt;br /&gt;- สร้างความสมบูรณ์ แข็งแรง และลดปริมาณการใช้ยาฆ่าแมลง เป็นการลดต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;- ปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดิน ทำให้พืชนำมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;- เพิ่มความต้านทานโรค เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลผลิต ไม่มีสารพิษตกค้าง&lt;br /&gt;- ใช้สำหรับคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มป้องกันหอยเชอรี่&lt;br /&gt;- ใช้สำหรับคลุกหรือแช่เมล็ดพันธุ์ได้ทุกชนิด&lt;br /&gt;- ใช้ผสมกับฮอร์โมนพืชได้ทุกชนิด เพื่อเพิ่มความต้านทานโรคทางใบ ทำให้ใบสมบูรณ์ แข็งแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคา 240 บาท รหัสสินค้า 103063&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สนใจติดต่อ : คุณพิชญ์สินี 083-199 7189&lt;br /&gt;email : &lt;a href="mailto:yoshiki_or@hotmail.com"&gt;yoshiki_or@hotmail.com&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3122044566667971143?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3122044566667971143'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3122044566667971143'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2010/12/np.html' title='NP มณีพันธุ์'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7962902223242484353</id><published>2010-11-29T22:22:00.000-08:00</published><updated>2010-12-03T15:36:25.213-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดต้นทุนการผลิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ป้องกันหอยเชอรี่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ต้านทานโรคทางใบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพิ่มผลผลิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปุ้ยน้ำ'/><title type='text'>ปุ๋ยน้ำชีวภาพย่อยสลายเมล็ดข้าวดีด ตรามณีพันธุ์</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TPSZx8yJSeI/AAAAAAAAAMQ/9u7tr3BtXjA/s1600/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 315px; DISPLAY: block; HEIGHT: 266px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5545226124609014242" border="0" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TPSZx8yJSeI/AAAAAAAAAMQ/9u7tr3BtXjA/s400/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพิ่มความสมบูรณ์และแข็งแรงให้กับพืช ลดต้นทุนประหยัดปุ๋ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลผลิตเพิ่ม พืชเขียวทนนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสมบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ปรับสภาพดิน ทำให้โครงสร้างดินดี ดินร่วนซุย เพิ่มก๊าซออกซิเจนในดิน แก้วความเป็นกรดด่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เพิ่มการขยายรากพืชมากกว่าเดิม 2-3 เท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทำให้ลำต้นแข็งแรง ใบใหญ่ ใบตั้ง ใบหนา ใบมีขน เพิ่มขี้ผึ้งทางใบ เขียวทนนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ย ไม่ให้เกิดการสูญเสีย ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยมากกว่า 30%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ดูดซับและจับยึด ธาตุอาหารให้พืชได้มากกว่า 80% และค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช้า ๆ ตามความต้องการของพืช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สร้างความสมบูรณ์ แข็งแรง และลดปริมาณการใช้ยาฆ่าแมลง เป็นการลดต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดิน ทำให้พืชนำมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เพิ่มความต้านทานโรค เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลผลิต ไม่มีสารพิษตกค้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใช้สำหรับคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มป้องกันหอยเชอรี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ใช้สำหรับคลุกหรือแช่เมล็ดพันธุ์ได้ทุกชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้ผสมกับฮอร์โมนพืชได้ทุกชนิด เพื่อเพิ่มความต้านทานโรคทางใบ ทำให้ใบสมบูรณ์ แข็งแรง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ขนาด 5 ลิตร ราคา 1,400 บาท รหัสสินค้า 75169483254&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สั่งซื้อติดต่อ : คุณพิชญ์สินี 083-199 7189&lt;br /&gt;email : &lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:yoshiki_or@hotmail.com"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;yoshiki_or@hotmail.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7962902223242484353?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7962902223242484353'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7962902223242484353'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='ปุ๋ยน้ำชีวภาพย่อยสลายเมล็ดข้าวดีด ตรามณีพันธุ์'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TPSZx8yJSeI/AAAAAAAAAMQ/9u7tr3BtXjA/s72-c/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5018147684140237358</id><published>2009-08-21T00:58:00.000-07:00</published><updated>2009-08-21T00:58:00.203-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิตามินซีสูง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กะหล่ำปลีลดความอ้วน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กรดทาร์ทาริก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์ของกะหล่ำปลี'/><title type='text'>กะหล่ำปลีลดความอ้วน</title><content type='html'>กะหล่ำปลีลดความอ้วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไม่นานมานี้ สาวๆ ที่กำลังลดความอ้วนคงได้ยินข่าวของยาลดความอ้วนที่อันตรายถึงชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งว่าการลดความอ้วนแบบธรรมชาตินั้นปลอดภัยที่สุด วันนี้เรามีผักแสนอร่อยที่ช่วยควบคุมน้ำหนักมาแนะนำค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผักที่ว่านี้คือกะหล่ำปลีแบบบ้านๆ ของเรานี่เอง เพราะล่าสุดมีงานวิจัยสนับสนุนว่ากะหล่ำปลีมีกรดทาร์ทาริก ช่วยยับยั้งขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งกลายไปเป็นไขมัน จึงช่วยลดน้ำหนักได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีปรุง อาจรับประทานเป็นผักสลัด เพราะกะหล่ำปลีดิบยังมีวิตามินซีสูง หากปรุง ควรปรุงด้วยการนึ่ง อบไมโครเวฟ หรือผัด จะช่วยคงคุณค่าของสารอาหารไว้ได้ดีที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามควรรับประทานแต่พอเหมาะ เพราะการรับประทานกะหล่ำปลีมากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาเรื่องต่อมไทรอยด์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย็นนี้ลองทำอาหารใส่กะหล่ำปลีกินเองดูดีไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : ชีวจิตออนไลน์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5018147684140237358?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5018147684140237358'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5018147684140237358'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/08/blog-post_21.html' title='กะหล่ำปลีลดความอ้วน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-9217487639589393735</id><published>2009-08-15T00:52:00.000-07:00</published><updated>2009-08-15T00:52:00.960-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชะลอความแก่ชรา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิตามินอี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แคลอรีต่ำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พลังสารอาหาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กีวี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผลไม้'/><title type='text'>กีวี...สุดยอด ผลไม้ พลัง สารอาหาร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กีวี...สุดยอด ผลไม้ พลัง สารอาหาร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่โชคดี เพราะมีพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์เอื้อต่อการปลูกผลไม้ หลายๆชนิด ทำให้คนไทยเรามี ผลไม้ กินไม่ขาดสายตลอดทั้งปี แล้วแต่ใครจะเลือกตามความชอบของตัวเอง ถ้าใครกินผลไม้ ได้ทุกประเภทก้คงไม่มีปัญหา เพราะมั่นใจได้ว่าจะได้รับวิตามินครบถ้วน แต่สำหรับใครที่ค่อนข้างจะเลือกรับประทาน อาจต้องคิดหนักหน่อยว่าจะเลือกซื้อผลไม้ชนิดใด อย่างไร เพื่อให้คุ้มค่ากับราคา และได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแนะนำง่ายๆ คือเลือกผลไม้ที่มีคุณค่าสารอาหารสูง และคำนึงถึงปริมาณวิตามินที่ร่างกายจะได้รับ ซึ่งหนึ่งในบรรดา ผลไม้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด ในปริมาณแคลอรีต่ำที่สุด คือ กีวี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งวิตามินซีในปริมาณสูงสุด     &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นอกจากกีวีสีเขียวที่เราคุ้นเคย ยังมี กีวีโกลด์ หรือกีวีสีทองให้เลือกบริโภค กีวีทั้งสองชนิดมีปริมาณวิตามินซีสูงสุดหากเทียบกับผลไม้ขึ้นชื่อเรื่องวิตามินซี อาทิ ส้ม หรือมะละกอ จากการวิจัยพบว่า กีวี   หนึ่งผลมีวิตามินซีมากกว่าส้มหนึ่งลูกถึง 74% การรับประทานกีวีสองผลต่อวันจะช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินซีในร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ช่วยกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันโรคซึ่งเป็นเกราะธรรมชาติที่ช่วยป้องกันไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ และซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุดมด้วยโฟเลต สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์    &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โฟเลตมีบทบาทสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรม จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กทารกและคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการเซลล์ใหม่เป็นจำนวนมาก การรับประทานโฟเลตเป็นประจำทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ ยังช่วยทำให้ผิวและเซลล์เม็ดเลือดมีสุขภาพดี กีวีมีปริมาณโฟเลตสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับกล้วย มะม่วง สัปปะรด และแอปเปิ้ล โดยมากกว่ากล้วย 49% และมากกว่ามะม่วงถึง 112.8%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดยอดคุณค่าวิตามินอี    &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิตามินอี ได้รับการขนานนามว่าช่วยชะลอความแก่ชรา ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ลดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ  คุณสมบัติที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของวิตามินอี นอกจากจะช่วยป้องกันเซลล์จากการเสื่อมสภาพแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยในการไหลเวียนของเลือดอีกด้วย จากการวิจัยพบว่ากีวีมีปริมาณวิตามินอีสูงสุด โดยเฉพาะ กีวีทอง ซึ่งมีวิตามินอีมากกว่ามะม่วงถึงหนึ่งเท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เต็มที่ด้วยพลังไฟเบอร์     &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานในร่างกาย แต่เข้าไปยึดพื้นที่ในระบบทางเดินอาหารทำให้อิ่มได้เร็วและนาน นอกจากนี้ ยังช่วยชำระล้างและปรับปรุงระบบย่อยอาหาร รวมถึงส่งเสริมให้หัวใจและร่างกายแข็งแรง กีวีเขียวหนึ่งผลมีปริมาณไฟเบอร์มากกว่ากล้วย 15% และมากกว่าแอปเปิ้ลและส้มถึง 25%&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : เซสปรี อินเตอร์เนชั่นแนล (เอเชีย)&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-9217487639589393735?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/9217487639589393735'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/9217487639589393735'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/08/blog-post_15.html' title='กีวี...สุดยอด ผลไม้ พลัง สารอาหาร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7099321741953314506</id><published>2009-08-13T00:18:00.000-07:00</published><updated>2009-08-13T00:18:00.477-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์ของใบบัวบก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บำรุงธาตุ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารไกลโคไซด์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ใบบัวบก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์ต่อสุขภาพ'/><title type='text'>ประโยชน์ต่อสุขภาพ ของใบบัวบก</title><content type='html'>ประโยชน์ต่อสุขภาพ ของใบบัวบก&lt;br /&gt;ใครที่ชอบทานใบบัวบกกันบ้าง รู้หรือไม่ว่า ใบบัวบกนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบบัวบกมีคุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตาและมีสารแคลเซี่ยมมากเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 1 สูงกว่าผักหลาย ๆ ชนิด เหมาะกับสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบบัวบกมีสรรพคุณทางยา ในการแก้ช้ำใน ทำให้หายฟกช้ำได้ดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดอาการปวดศรีษะข้างเดียว บำรุงสุขภาพสมอง แก้ความดันโลหิตสูง แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ และขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงสุขภาพได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ในการศึกษาทางเภสัชวิทยาเพื่อค้นหาสารสำคัญ หรือหาสารออกฤทธิ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในใบบัวบก พบว่า ใบบัวบกจะให้สารไกลโคไซด์ (Glycosides) หลายชนิดที่ให้ผลต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidation) ซึ่งส่งผลให้การลดความเสื่อมของเซลล์ อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ นอกจากนี้ยังพบว่าสารไกลโคไซด์ที่ได้จากใบบัวบกยังส่งผลในการช่วยดูแลสุขภาพ เร่งการสร้างสารคอลลาเจน (Collagen) ที่เป็นโครงสร้างของผิวจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นให้แผลสมานตัวได้เร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่ควรทานใบบัวบก ได้แก่&lt;br /&gt;1. ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคความจำเสื่อม อาทิ ผู้สูงอายุ สตรีวัยทอง&lt;br /&gt;2. ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานที่ต้องใช้สมองอย่างมาก และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความทรงจำ&lt;br /&gt;3. ผู้ที่มีความเครียดสูงจากการทำงานหนัก&lt;br /&gt;4. ผู้ที่มีความผิดปกติทางผิวหนัง และกล้ามเนื้อโดยมีอาการฟกช้ำ และผิวหนังอักเสบ&lt;br /&gt;5. ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด เพราะช่วยเร่งการสมานแผลให้เร็วยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้ถึงประโยชน์ของใบบัวบกแล้ว ก็อย่าลืมหันมาหาทานกันได้ เพื่อสุขภาพที่ดี.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7099321741953314506?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7099321741953314506'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7099321741953314506'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/08/blog-post_13.html' title='ประโยชน์ต่อสุขภาพ ของใบบัวบก'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-2606055356742928104</id><published>2009-08-09T00:11:00.000-07:00</published><updated>2009-08-09T00:11:00.236-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพคติน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บรอคโคลี่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกพรุน (Prunes)'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถั่ว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฝรั่ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แอปเปิ้ล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ส้ม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผลไม้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผัก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไฟเบอร์'/><title type='text'>ผัก ผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณผู้หญิงไม่ควรพลาด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผัก ผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณผู้หญิงไม่ควรพลาด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดีของคุณสาวๆ ขอแนะนำผักผลไม้ 7 ชนิด สำหรับคุณผู้หญิงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีสารที่เป็นประโยชน์แก่หญิงทุกวัย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงาม และยังช่วยชะลอความชราได้อีกด้วย ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;• ลูกพรุน (Prunes)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ลูกพรุนเป็นแหล่งที่ดีของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ที่สำคัญพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด ผู้หญิงเราเมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิต คือวัยยี่สิบห้า ร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามทีต่างๆ มากมาย ใบหน้าที่เคยอวบอิ่มด้วยเลือดฝาดก็เริ่มหมองคล้ำ ผิวพรรณจะเป็นสีชมพู-ระเรื่อหรือซีดโทรม เกิดได้หลายสาเหต เช่นผิวมีความหนามากขึ้นตามวัยจนมองไม่เห็น เลือดฝาด หรือเลือดไม่มีให้ฝาดคือเป็นโรคโลหิตจางนั่นเอง พรุนเป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี พรุนแห้งหนึ่งขีดมีธาตุเหล็ก 2.78 มิลลิกรัมและมีวิตามินซี ซึ่งช่วยในการดูดซึมธาตุต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากคุณผู้หญิงอยากมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ริมฝีปากแดงสดเหมือนสตรอเบอรี่ แก้มแดงใสเหมือนลูกเชอรี่โดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอางดูเป็นคนที่มีสุขภาพดีสมบูรณ์ด้วยเลือดฝาดลองรับประทานลูกพรุนสดๆ หรือลูกพลัมดูสิค่ะไม่เลวเลยทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;• ถั่ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผู้หญิงทุกคนอยากมีหุ่นสวยเพรียว ไม่มีไขมันส่วนเกินสะสม “ถั่วช่วยคุณได้ค่ะ” ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก วิตามินบี นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่าเมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งถั่วมีอยู่แล้วมากมาย) ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่ม-นานความอยากอาหารจะลดลง ซึ่งแน่นอนว่ามีประโยชน์กับคุณสุภาพสตรีที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;• บรอคโคลี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณสุภาพสตรีทั้งหลายเพราะบรอค-โคลี่เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติซึ่งเจ้าตัวซีลีเนียมนี้แหละค่ะ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ (ซีลี-เนียมจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังจึงทำให้ผิวดูอ่อนวัยนุ่มนิ่ม มีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว) แถมยังช่วยลบริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;• ฝรั่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;คุณผู้หญิงทั้งหลายทราบหรือไม่คะว่าฝรั่ง 1 ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัยวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าตัวสารต้านอนุมูลอิสระนี้เองที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพผิวหนังแห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยตีนกาวิตามินซี มีความสำคัญต่อการสร้าง และบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน(ConnectiveTissue) เซลล์นับล้านๆตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นร่างกายได้ด้วยเนื้อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจนมันคือคอลลาเจนตัวเดียวกันกับคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณผู้หญิงทั้งหลายเต่งตึงนั่นเอง และเพราะฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีนั่นเอง คุณๆ ทั้งหลายที่อยากคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้แก่ผิวสวยไว้นานๆน่าจะลองหันมารับประทานฝรั่งเป็นประจำนะคะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;• แอปเปิ้ล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;มีสารสำคัญ คือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ “เพคติน” แต่ที่น่าสนใจสำคัญคุณผู้หญิงทั้งหลายคือ เจ้าตัว “เพคติน” นี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนักและลดโคเลสเตอรอล หากคุณหิวจนตาลาย แต่ยังไม่ถึงเวลาอาหารแอปเปิ้ลสักลูกจะช่วยลดความหิวได้เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 %ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลงทำให้คุณไม่รู้สึกหงุดหงิด หรืออ่อนเพลีย แอปเปิ้ล 2-3 ผลต่อวันช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้เพราะแอปเปิ้ลมีเพคตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลจากการวิจัยชี้ว่าเมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อยสลายไขมันและแยกโคเลสเตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอปเปิ้ลจะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอลเหล่านั้นและพาไปทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;• ส้ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรม-ชาติการรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่งเพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็วเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียวค่ะนอกจากนี้หากรู้สึกหิวก่อนเวลา แทนที่จะนึกถึงเค้กก้อนโต หรือโดนัทชิ้นใหญ่ให้ลองหยิบส้มสักลูกเข้าปากแทนจะได้ประโยชน์มากกว่าในราคาที่ถูกกว่าด้วยนะคะ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผักและผลไม้ทั้ง 7 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นสำหรับคุณๆผู้หญิงทุกท่านที่ต้องการรักษาสุขภาพ นอกจากผักผลไม้ทั้งเจ็ดนี้แล้วผักและผลไม้อื่นๆ ก็มีคุณประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสถาบันโภชนาการแห่งชาติอเมริกาจึงได้แนะนำขนาด-ในการรับประทานผักผลไม้ในแต่ละวันว่า ควรจะรับประทานรวมกันให้ได้วันละครึ่งกิโล หรือ 5 ขีดจะช่วยให้คุณๆทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรง แจ่มใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมารบกวนค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;หนังสือเภสัชโภชนา โดย ภก. สรจักร ศิริบริรักษ์ &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-2606055356742928104?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2606055356742928104'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2606055356742928104'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/08/7.html' title='ผัก ผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณผู้หญิงไม่ควรพลาด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5668308430882383505</id><published>2009-08-06T21:32:00.000-07:00</published><updated>2009-08-06T21:32:00.405-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีรักษากระด้วยไชเท้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สูตรพอกหน้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไชเท้าเพื่อความงาม'/><title type='text'>วิธีรักษากระด้วยไชเท้า</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิธีรักษากระด้วยไชเท้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ทราบหรือไม่ว่าประโยชน์ของไชเท้านอกจากไว้รับประทานแล้วยังสามารถนำมารักษากระได้ มีวิธีมาฝาก...&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิธีทำ คือ นำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาด นำมาฝานบาง ๆ เป็นชิ้น ๆ นำไปปั่นให้ละเอียด จากนั้นใส่น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วปั่นรวมกันอีกครั้ง แล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้า ยกเว้นรอบดวงตาและปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที เสร็จแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วจึงทาครีมบำรุงตามปกติ ทำเป็นประจำ กระจะค่อย ๆ จางหายไป&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;แต่วิธีแบบนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษา ทางที่ดีควรป้องกันไม่ให้เกิดกระจะดีกว่า.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5668308430882383505?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5668308430882383505'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5668308430882383505'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='วิธีรักษากระด้วยไชเท้า'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-8233261171985316816</id><published>2009-08-03T21:15:00.000-07:00</published><updated>2009-08-03T21:15:00.477-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้อดีของน้ำสำรอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดความอ้วน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แก้ร้อนใน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ควบคุมน้ำหนัก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สรรคุณน้ำสำรอง'/><title type='text'>5 ข้อดีของน้ำสำรอง...ที่ไม่เป็นรองใคร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; 5 ข้อดีของน้ำสำรอง...ที่ไม่เป็นรองใคร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ไม้ผลเม็ดเล็กๆ สีน้ำตาลแก่ดูแปลกตานี้มีชื่อว่า "สำรอง" ค่ะ เป็นไม้ผลพื้นเมืองซึ่งพบมากในแถบภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรีและตราด ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอยู่ที่อุบลราชธานี ซึ่งเรียกว่า "หมากจอง" และทางใต้เรียกว่า "พุงทะลาย"&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ในสมัยก่อนนิยมนำผลสำรองแช่น้ำ รับประทานร่วมกับน้ำตาล เป็นของหวานตำรับชาววังและถือเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ เพราะสรรพคุณดีๆ ของลูกสำรองตามตำรับยาไทยมีมากมาย ดังนี้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-แก้เจ็บคอและแก้ไข้ ใช้ลูกสำรองราว 10-20 ลูก ต้มกับชะเอมจีนพอหวาน จนได้น้ำยาเข้มข้น จิบน้ำสำรองบ่อยๆ ช่วยแก้ไข้เจ็บคอดีนัก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;-แก้ไอขับเสมหะ ใช้ลูกสำรอง 3-5 ลูก แช่ลงในน้ำ 1 แก้ว จนพองเป็นวุ้น ต้มให้เดือดสักพักและเติมรสหวานตามใจชอบ ดื่มทั้งเนื้อวุ้นและน้ำครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร&lt;br /&gt;-แก้ร้อนใน หากในวันที่อากาศร้อนก็สามารถเรียกหาน้ำสำรองดื่มสัก 1-2 แก้ว แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ และรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้&lt;br /&gt;-แก้ตาอักเสบ โดยนำผ้าก๊อซชุบน้ำพอชื้นแล้วนำไปวางทับบนตาที่อักเสบ จากนั้นจึงวางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดลูกสำรองที่แช่น้ำแล้วลงบนผ้าก๊อซ เปลือกหุ้มเมล็ดนั้นจะพองตัวเป็นวุ้นแทรกซึมในผ้าก๊อซ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บตาและตาอักเสบอย่างได้ผล&lt;br /&gt;-ลดความอ้วน เพราะกากใยสูงในน้ำสำรองนี้เอง จึงมีสรรพคุณที่ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย และทำให้อิ่มท้องจากการพองตัวของเนื้อสำรอง การดื่มน้ำสำรองจึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้  &lt;br /&gt;           &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;รู้ข้อดีอย่างนี้แล้ว ต้องบอกว่าผลสำรองไม่ได้เป็นสองรองใคร และยังเป็นเครื่องดื่มคุณภาพที่เต็มไปด้วยคุณค่าต่อร่างกายของเราจริงๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-8233261171985316816?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8233261171985316816'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8233261171985316816'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/08/5.html' title='5 ข้อดีของน้ำสำรอง...ที่ไม่เป็นรองใคร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-6947174569186929121</id><published>2009-07-31T21:07:00.000-07:00</published><updated>2009-07-31T21:07:00.677-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพื่อสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารอาหารของสับปะรด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพดีด้วยสับปะรด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สับปะรดลดหวัด'/><title type='text'>สับปะรดลดหวัด เพื่อสุขภาพ</title><content type='html'>สับปะรดลดหวัด เพื่อสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สับปะรด เป็นผลไม้อมหวานอมเปรี้ยว ที่สามารถนำไปทำอาหารทั้งคาว และหวานได้อร่อยหลายชนิด และให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ร่างกายมากมายโดยที่คุณอาจไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเรากินสับปะรด หลังอาหาร เราจะรู้สึกเบาสบายท้องและไม่อึดอัด เพราะสับปะรดมีความสามารถในการช่วยย่อย โดยเฉพาะในสารอาหารโปรตีน  เราจึงเห็นคนส่วนใหญ่ใช้สับปะรดในการหมักเนื้อสัตว์ต่างๆ ให้นุ่มขึ้น รวมถึงสับปะรดอุดมไปด้วยวิตามินซีสูงจึงช่วยเสริมสุขภาพ และภูมิต้านทานโรคได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กินสับปะรดบ่อยๆ ทำให้สุขภาพดี ไม่ค่อยเป็นหวัด และในสับปะรดยังมีโพแทสเซียมสูงที่ช่วยป้องกันการเป็นตะคริวและลดความดันได้&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;นอกจากนี้สับปะรดยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี  ส่วนปริมาณที่เหมาะสมของสับปะรด ในการบริโภคก็คือ 100 กรัมต่อวัน และควรกินสับปะรดสดๆ โดยไม่ผ่านการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนเพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามินต่างๆ ไป เพื่อสุขภาพ ที่ดีของคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : สารอาหารดีดี ไม่มีโรค&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-6947174569186929121?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6947174569186929121'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6947174569186929121'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/07/blog-post_31.html' title='สับปะรดลดหวัด เพื่อสุขภาพ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-8583828028062609748</id><published>2009-07-29T02:03:00.000-07:00</published><updated>2009-07-29T02:23:11.286-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขิงรักษาแผล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์ของขิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สรรพคุณของขิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปวดประจำเดือน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขิง'/><title type='text'>สรรพคุณของขิง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ขิง&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ชื่อสามัญ/ชื่ออังกฤษ    Ginger        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์    Zingiber offcinale Vern. Adrak        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วงศ์     Zingiberaceae       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ชื่ออื่น / ชื่อท้องถิ่น    ขิงบ้าน ขิงป่า ขิงแครง ขิงเขา ขิงดอกเดียว (ภาคกลาง) ขิงแดง ขิงแกลง (จันทบุรี) ขิงเผือก (เชียงใหม่)        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ลักษณะทางพฤกษศาสตร์        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ขิงเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินซึ่งมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า "เหง้า" เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อน แต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว ขิงจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับข่า ขมิ้น กระวาน เร่ว ขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอม ยิ่งแก่ยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ลำต้นบนดินมีลักษณะเป็นกอสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับเรียงกันเป็นสองแถว มีรูปร่างคล้ายใบไผ่ ปลายใบเรียวแหลม ดอกมีสีขาวออกเป็นช่อบนยอดที่แยกออกมาจากลำต้นซึ่งไม่มีใบที่ก้านดอก ดอกมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปลายดอกแหลม มีเกล็ดอยู่รอบๆ ดอกจะแซมออกมาตามเกล็ด ผลมีลักษณะกลมแข็ง        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สารสำคัญที่พบ        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กลิ่นหอมเฉพาะตัวของขิง เกิดจากน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ในเหง้า ซึ่งมีสารสำคัญคือ เซสควิเทอร์ฟีน ไฮโดรคาร์บอน (SesQuiterpene hydrocarbon) เซสควิเทอร์ฟีน แอลกอฮอล์ (SesQuiterpene alcohols) โมโนเทอร์ฟีนอยด์ (Monoterpenoids) เอสเตอร์ (Ester) ฟีนอล (Phenol) รสเผ็ดร้อนและกลิ่นฉุนเกิดจากน้ำมันชัน (Oleoresin) ในเหง้าเช่นเดียวกัน ส่วนประกอบอื่นๆ คือ แป้งและยางเมือก (Gum) นอกจากนี้ ขิงยังมีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายอีก คือ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามินเอ ฯลฯ        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สรรพคุณ        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น ในทางยานิยมใช้ขิงแก่ เพราะขิงยิ่งแก่จะยิ่งเผ็ดร้อนและมีใยอาหารมาก        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิธีใช้เป็นยารักษาโรค        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นำเหง้าสดย่างไฟให้สุก ตำผสมกับน้ำปูนใสคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือนำเหง้าสดหมกไฟรับประทานเมื่อมีอาการเบื่ออาหาร        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;1. รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยนำขิงแก่สด ประมาณ 2-3 เหง้า มาทุบพอแตกต้มกับน้ำ        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;2. รักษาไข้หวัด โดยนำขิงแก่สด 7 กรัม และขิงแห้ง 2 กรัม ต้มกับน้ำตาลทรายแดง ดื่มเพื่อรักษาอาการ หรือใช้ขิงแก่ 2-3 เหง้า นำมาทุบให้ละเอียดต้มกับน้ำอาบเพื่อขับเหงื่อลดอาการไข้เนื่องจากหวัด        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;3. รักษาอาการไอ ขับเสมหะ โดยนำขิงสดมาคั้นน้ำให้ได้ประมาณครึ่งถ้วย ผสมน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 2 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้ง หรือใช้ขิงสดฝนกับมะนาวเติมเกลือเล็กน้อย ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ     &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;4. รักษาอาการปวดประจำเดือน ในช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน โดยนำขิงแก่แห้งประมาณ 30 กรัม ต้มกับน้ำดื่มบ่อยๆ        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;5. แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง โดยใช้ขิงแห้งบดชงกับน้ำอุ่น ดื่มวันละ 1 ครั้ง        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;6. รักษาแผลที่เกิดจากไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวก โดยตำขิงสดให้ละเอียด นำกากมาพอกที่แผลเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ เป็นหนอง        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;7. รักษาอาการปวดฟัน โดยนำขิงแก่ทุบให้ละเอียด คั่วกับน้ำสารส้มจนเกรียม แล้วบดจนเป็นผง พอกบริเวณฟันที่ปวด        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เหง้า หน่ออ่อน เนื้ออ่อนในลำต้น ช่อดอกอ่อน        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิธีใช้ในการประกอบอาหาร        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ขิงที่นำมาประกอบอาหารมีหลายรูปแบบคือ ขิงสด ขิงดอง ขิงแห้ง ขิงผง รวมทั้งน้ำขิงที่เป็นเครื่องดื่ม ขิงเป็นเครื่องเทศที่ใช้แต่งกลิ่นอาหาร เพิ่มรสชาติ และดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เช่น ใช้โรยหน้าปลานึ่ง โรยหน้าโจ๊กหรือผสมในน้ำจิ้มข้าวมันไก่ ต้มส้มปลา แกงฮังเล ยำกุ้งแห้ง ขิงยำ เป็นเครื่องเคียงของเมี่ยงคำ หรือทำเป็นขนมหวาน เช่น บัวลอยไข่หวาน มันเทศต้ม เป็นต้น นอกจากนี้ขิงดองยังเป็นอาจาดในอาหารอีกหลายชนิด เช่น ข้าวหน้าเป็ด หรืออาหารญี่ปุ่น รวมทั้งยังเป็นส่วนผสมในการแต่งกลิ่นอาหารหลายชนิด เช่น คุกกี้ พาย เค้ก พุดดิ้ง ผงกะหรี่ เป็นต้น ในประเทศแถบตะวันตกนำขิงไปทำเป็นเบียร์ คือ เบียร์ขิง (Ginger beer)        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ข้อสังเกต / ข้อควรระวัง        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;1. ขิงแก่มีสรรพคุณในทางยาและมีรสเผ็ดร้อนมากกว่าขิงอ่อน        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;2. ขิงแก่มีเส้นใยมากกว่าขิงอ่อน        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;3. ในเหง้าขิงมีเอนไซม์บางชนิดที่สามารถย่อยเนื้อสัตว์ให้เปื่อยได้        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;4. สารจำพวกฟีนอลิค (Phenolic compound) ในขิงสามารถใช้กันบูดกันหืนในน้ำมันได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-8583828028062609748?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8583828028062609748'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8583828028062609748'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/07/blog-post_29.html' title='สรรพคุณของขิง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5306511211226617189</id><published>2009-07-28T21:12:00.000-07:00</published><updated>2009-07-28T21:12:00.414-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สตรอเบอร์รี่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์จากสตรอเบอร์รี่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผลไม้แห่งสุขภาพ'/><title type='text'>สตรอเบอร์รี่ ผลไม้แห่งสุขภาพ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สตรอเบอร์รี่ ผลไม้แห่งสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พืชผักผลผลิตของโครงการหลวง ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องคุณภาพคับแก้ว โดยเฉพาะ “สตรอเบอร์รี่” ปลูกได้ผลดี ลูกใหญ่รสหวานฉ่ำ ไม่แพ้สตรอเบอร์รี่อิมพอร์ตจากเมืองนอกเมืองนา และด้วยความภาคภูมิใจเป็นนักหนา มูลนิธิโครงการหลวง จึงจับมือกับห้างฯเซ็นทรัล ชิดลม จัดงาน “โครงการหลวง สตรอเบอร์รี่แฟร์” ที่ดิ อีเวนท์ฮอลล์ ชั้น 3 ระหว่างวันที่ 13-17 ก.พ.นี้ เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายในงานแฟร์ครั้งนี้ มีไฮไลต์อยู่ที่นิทรรศการ “สตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน” นำสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์พระราชทานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พันธุ์พระราชทาน 50, พันธุ์พระราชทาน 70 และพันธุ์พระราชทาน 72 มาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินชมแปลงปลูกสตรอเบอร์รี่จำลอง และสามารถทดลองเด็ดผลสดๆจากต้นชิมดูได้โดยไม่หวงห้าม นอกจากนี้ ยังจัดจำหน่ายสตรอเบอร์รี่ทั้งสดและแปรรูปจากพันธุ์พระราชทาน รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ ให้ได้ซื้อหากันสนุกสนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี แม้คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับ “สตรอเบอร์รี่” เป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักจะรู้ถึงคุณประโยชน์แท้จริงของผลไม้สีแดงฉ่ำรูปทรงน่ารักน่ากิน “สตรอเบอร์รี่” เป็นผลไม้ที่มีอานุภาพสูงมากในการต้านอนุมูลอิสระ (ต้นเหตุแห่งความแก่) แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินซี, เอ, ฟอสฟอรัส และแคลเซียม จึงช่วยป้องกันโรคได้สารพัด ทั้งการเกิดมะเร็ง, โรคหลอดเลือดอุดตัน, โรคหวัด และโรคภูมิแพ้ ผลการศึกษาทาง การแพทย์ ยังพบว่า เมื่อเทียบน้ำหนักที่เท่ากันกับผลไม้ชนิดอื่นๆ “สตรอเบอร์รี่” มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่า “ส้ม” ถึงหนึ่งเท่าครึ่ง, สูงกว่า “องุ่นแดง” สองเท่า, สูงกว่า “กีวี” สามเท่า, สูงกว่า “กล้วยหอม” กับ “มะเขือเทศ” เจ็ดเท่า และสูงกว่า “ลูกแพร” ถึงสิบห้าเท่า!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มากประโยชน์ขนาดนี้ แถมยังหน้าตาน่ารักน่าหม่ำซะไม่มี คู่รักยุคใหม่ น่าจะเปลี่ยนเทรนด์ หันมามอบ “สตรอเบอร์รี่” เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ แทนกุหลาบช่อใหญ่ หรือ ตุ๊กตาหมีแบบเดิมๆ ซึ่งแสนจะสิ้นเปลือง...ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ปีนี้ คนมีคู่ หรือไม่มีคู่ ก็แวะไปอุดหนุนสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์เลิศ ได้ที่เซ็นทรัล ชิดลม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5306511211226617189?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5306511211226617189'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5306511211226617189'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/07/blog-post_28.html' title='สตรอเบอร์รี่ ผลไม้แห่งสุขภาพ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7259215162876492184</id><published>2009-07-27T21:00:00.000-07:00</published><updated>2009-07-27T21:00:07.162-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพิ่มอาหารให้สมอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถั่ว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เมล็ดฟักทอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไขมันจากปลา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเขือเทศ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บล็อกโคลี่'/><title type='text'>มาเพิ่มอาหารให้ สมอง กันเถอะ</title><content type='html'>มาเพิ่มอาหารให้ สมอง กันเถอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘เฮ้อ! ช่วงนี้เป็นอะไรไปนะ หัวตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออกเลย แถมยังลืมนั่นลืมนี่เป็นประจำเสียด้วยสิ’ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมี ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่จะต้องหันมาดูแลสมองให้มากกว่านี้เพราะผู้หญิงทำงานอย่างเราจำเป็นต้องใช้สมองคิดนั่นคิดนี่อยู่ตลอดเวลา หากยังทำเมินปล่อยปละละเลยไม่สนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระวัง! คราวหน้าคุณอาจจะลืมหน้าแฟนไปเลยก็ได้นะคะ ว่าแล้ว ขอแนะนำอาหารที่มีประโยชน์ในการบำรุงสมองมาให้สาวๆ ได้รู้จักกัน เริ่มที่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ธัญพืช&lt;br /&gt;สาวขี้ลืมอย่างนี้ ต้องหันมากินอาหารที่มีธัญพืชสูงแล้วค่ะ เช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าว-ซ้อมมือเพราะจากผลการศึกษาพบ ว่า ผู้หญิงที่ได้รับกรดโฟลิกมากๆ วิตามินบี 12 และวิตามินบี 6 จะมีความจำดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับสารอาหารเหล่านี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.บลูเบอร์รี่&lt;br /&gt;จากการวิจัยของ Tufts University สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่าสารสกัดจากบลูเบอร์รี่สามารถช่วยป้องกันอาการความจำสั้นได้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ไขมันจากปลา&lt;br /&gt;กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างกรดโอเมก้า 3 ที่พบในปลาที่มีไขมัน หรือไขมันจากวอลนัทและเมล็ดจากต้นแฟล็กซ์ จะมี DHA (Decosapentaenoic Acid) สูง ซึ่งเป็นกรดที่สำคัญต่อเซลล์สมองของเรา เพราะถ้าหากระดับของ DHA ในร่างกายต่ำ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์และความจำเสื่อมได้ นอกจากนี้ปลาก็ยังมีไอโอดีน ช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.มะเขือเทศ&lt;br /&gt;มีหลักฐานยืนยันว่า ไลโคพีนซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่พบในมะเขือเทศ สามารถช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ที่พบในอาการของโรควิกลจริตและโรคอัลไซเมอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.ซีเรียล&lt;br /&gt;คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะมี Homocysteine อยู่ในปริมาณที่สูง กรดโฟลิกและวิตามินบี 12 จะสามารถช่วยขัดขวางการสะสมของ Homocysteine ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ และซีเรียลเองก็เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินบี 12 แถมยังมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอีกด้วย ช่วยให้พลังงานนานและทำให้ความจำ Alert ตลอดทั้งวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.Black Currant&lt;br /&gt;เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างความจำของเราให้ว่องไวขึ้น และแหล่งที่มีวิตามินซีอยู่เยอะก็คือ ต้น Black Currant นี่แหละค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.เมล็ดฟักทอง&lt;br /&gt;สังกะสีมีความสำคัญในการช่วยเพิ่มความจำและทักษะในการคิด ดังนั้น หากคุณกินเมล็ดฟักทองวันละ 1 กำมือ จะทำให้ได้รับสังกะสีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.บร็อกโคลี&lt;br /&gt;เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเค ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการเรียนรู้และช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.ถั่ว&lt;br /&gt;จากผลการวิจัยที่ลงใน American Journal of Epidemiology ได้แนะนำเอาไว้ว่า วิตามินอีช่วยในการป้องกันความจำเสื่อม และถั่วเองก็เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินอี นอกจากนี้วิตามินอียังพบได้ในผักใบเขียว เมล็ดพืช ไข่ ข้าวซ้อมมือ และธัญพืชค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name="OLE_LINK1"&gt;Woman plus &lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7259215162876492184?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7259215162876492184'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7259215162876492184'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/07/blog-post_27.html' title='มาเพิ่มอาหารให้ สมอง กันเถอะ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-792863856027966813</id><published>2009-07-24T20:55:00.000-07:00</published><updated>2009-07-24T20:55:00.527-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกเดือย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปวดข้อเรื้อรัง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บำรุงกระดูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธัญพืชเพื่อสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บำรุงไต'/><title type='text'>"ลูกเดือย" ธัญพืชเพื่อสุขภาพ</title><content type='html'>ลูกเดือย" ธัญพืชเพื่อสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ทำไมคุณย่าถึงชอบต้มลูกเดือยร้อนๆ ไว้ทานทุกเช้าล่ะครับ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าหลานชายตัวน้อยเอ่ยถามคุณย่า เพราะถึงแม้เขาจะคุ้นเคยดีกับการกินลูกเดือย ทั้งลูกเดือยต้มหรือลูกเดือยที่เป็นส่วนผสมหนึ่งในน้ำอาร์.ซี. ที่คุณย่าชอบทานก็ตามที แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าลูกเดือยเมล็ดกลมๆ นี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง คุณย่าจึงเล่าถึงสรรพคุณดีๆ ของลูกเดือยว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณค่าทางอาหาร ลูกเดือยมีฟอสฟอรัสอยู่ในปริมาณสูง จึงช่วยบำรุงกระดูก รองลงมามีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และมีวิตามินบีหนึ่งมาก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเหน็บชา อีกทั้งเป็นอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายสูง จึงมีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง และเหมาะสำหรับคนไข้พักฟื้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณค่าทางยา ใช้ชงป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไต ม้าม รวมทั้งบำรุงเลือดลมในสตรีหลังคลอด รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ในตำรายาจีนยังใช้ลูกเดือยบดผสมข้าว ต้มเป็นข้าวต้มกินทุกวันเพื่อบำรุงกำลัง ช่วยหล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บวมน้ำ ปวดข้อเรื้อรัง ทั้งยังเชื่อว่าการรับประทานลูกเดือยต้มน้ำตาลสามารถที่จะแก้ร้อนในได้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นอกจากลูกเดือยจะทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้านแล้ว ยังเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุและคนทุกวัยอีก รู้อย่างนี้ ผมต้องขอเติมอีกชามแล้วล่ะครับ" หลานชายตัวน้อยพูดพร้อมยื่นชามใบเดิมให้คุณย่าทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : นิตยสารชีวจิต&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-792863856027966813?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/792863856027966813'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/792863856027966813'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='&quot;ลูกเดือย&quot; ธัญพืชเพื่อสุขภาพ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3765950923973104284</id><published>2009-06-16T02:54:00.000-07:00</published><updated>2009-06-16T03:08:52.793-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ใบกระเจี๊ยบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ใบโหระพา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ใบมะขาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตะไคร้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขมิ้นอ้อย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะกรูด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขิงสด'/><title type='text'>ประโยชน์ของสมุนไพรไทย</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ประโยชน์ของสมุนไพรไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปคนไทยเราก็โชคดีหนักหนาที่ได้เกิดมาในประเทศไทยซึ่งอุดมไปด้วยสมุนไพร ที่มีประโยชน์กับร่างกาย สามารถนำมารักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราลองไปดูกันเลยครับ&lt;br /&gt;-ใบโหระพา ช่วยให้ลำไส้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมน&lt;br /&gt;-ใบกระเจี๊ยบ ทำให้เลือดสะอาดและไหลเวียนดีขึ้น&lt;br /&gt;-ใบกระเพรา ช่วยจัดระเบียบการทำงานของอวัยวะภายใน และปรับสมดุลของร่างกาย&lt;br /&gt;-มะกรูด ช่วยจัดการสารที่หลั่งออกมาจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้สมดุล และมีส่วนช่วยทำให้ผิวหนังเต่งตึง&lt;br /&gt;-ขิงสด ช่วยทำให้ร่างกายเย็นลง และทำให้น้ำเหลืองหมุนเวียนดีขึ้น&lt;br /&gt;-เปปเปอร์ มินต์ ช่วยในการย่อยอาหาร และรักษาการทำงานของกระเพาะและลำไส้ให้เป็นปกติ&lt;br /&gt;-ตะไคร้หอม ทำให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลาย แก้อาการนอนไม่หลับ&lt;br /&gt;-ข่า มีสาร anti-oxidation ที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น&lt;br /&gt;-ใบแครอท อุดมไปด้วยวิตามินเอ ช่วยป้องกันความแก่ได้&lt;br /&gt;-ดอกดาวเรือง ช่วยขับเหงื่อ และทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า&lt;br /&gt;-ตะไคร้ ลดความเครียดและทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น&lt;br /&gt;-ขมิ้นอ้อย ช่วยเพิ่มพละกำลังให้กับร่างกาย&lt;br /&gt;-ใบมะขาม ช่วยในการทำงานของถุงน้ำดี กระตุ้นในการขจัดสารพิษ&lt;br /&gt;-ใบเตย ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต้านไวรัส&lt;br /&gt;-ขมิ้น ช่วยในเรื่องระบบประสาท และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ&lt;br /&gt;-ใบมะกรูด ช่วยลดความร้อนในร่างกาย และ รักษาความดันเลือดให้เป็นปกติ&lt;br /&gt;-ไพล ช่วยคลายความเครียด ลดความตึงของกล้ามเนื้อ และลดปวดตามข้อต่างๆ&lt;br /&gt;-กระชาย ช่วยในเรื่องการทำงานของตับ และลดอาการบวมตามร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3765950923973104284?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3765950923973104284'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3765950923973104284'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/06/blog-post.html' title='ประโยชน์ของสมุนไพรไทย'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-6458433170932120835</id><published>2009-05-05T01:18:00.000-07:00</published><updated>2009-05-05T01:18:00.421-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องดื่ม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดับร้อน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='น้ำผลไม้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แคนตาลูป มะเขือเทศ สับปะรด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพร'/><title type='text'></title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เครื่องดื่ม สมุนไพร ดับร้อน มีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวจีนมีความรู้เรื่องการทำน้ำจับเลี้ยง เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการ ร้อนใน มานาน เป็น เครื่องดื่ม ที่รวบรวมเอาสมุนไพรหลายชนิด เข้ามาเป็นส่วนผสม ดื่มได้ทั้งแบบร้อนและ เย็น นอกจากจะช่วยป้องกันและบรรเทา อาการร้อนในแล้ว ยังช่วยให้รู้สึกกระชุ่ม กระชวย ชุ่มคอ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผสมของน้ำจับเลี้ยงนี้ มีจำหน่าย ชนิดจัดไว้เป็นชุดสำเร็จรูป ตามร้านขายสมุน ไพรจีนทั่วไป หรือใช้ส่วนผสมเหล่านี้อย่างละ หนึ่งหยิบมือ (3-5 กรัม) คือ หง่วงเซียม แซ่ตี่ เหง็กเต็ก แปะตง หล่อฮั้งก๊วย กิมงิ่งฮวย (สายน้ำผึ้ง) เก๊กฮวย ไซเตียวจั๊ว (เมล็ด เพกา) เม่ากิง (หญ้าคา) ไน่เฮียะ (ใบบัว) บักหมี่ฮวย (ดอกงิ้ว) แฮ่โกวเช่า โถวฮก ต้มกับน้ำสะอาด 1-5 ลิตร โดยต้มน้ำให้เดือด ก่อนใส่ตัวยาลงไป ต้มจนได้น้ำยาสีน้ำตาล เข้ม จากนั้นกรองเอาตัวยาออก เติมน้ำตาล กรวดลงไปตามชอบ (อย่าให้หวานนักไม่ดีต่อ สุขภาพ) ต้มจนน้ำตาลกรวดละลาย จากนั้น ใส่ภาชนะที่สะอาด เก็บไว้ดื่มได้ทั้งแบบจับ เลี้ยงร้อนและจับเลี้ยงเย็น (ทั้งนี้ส่วนผสมของ ตัวยาสมุนไพร อาจไม่ต้องครบถ้วนตามชนิด ข้างต้นก็ได้ แต่อาจทำให้รสชาติขาดความ กลมกล่อมไปบ้าง)&lt;br /&gt;นอกเหนือจากจับเลี้ยง ชาวจีนยังนิยม ดื่ม น้ำแชตี่-โถวฮก มีสรรพคุณแก้ร้อนใน เช่นเดียวกัน แต่ยุ่งยากน้อยกว่า เพียงซื้อ แชตี่กับโถวฮกที่สะอาดและใหม่จากร้าน ขายยาจีนอย่างละ 5 กรัม ต้มกับน้ำสะอาด หนึ่งลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อเอากาก ออก จากนั้นนำไปตั้งไฟต่อ เติมน้ำตาล กรวดลงไปเล็กน้อย เมื่อน้ำตาลละลายก็จะ ได้น้ำแซตี่-โถวฮกไว้ดื่มสู้ร้อนกันแล้ว หรือจะเพิ่มแชตี่-โถวฮกลงไปเป็นส่วนผสมใน น้ำจับเลี้ยงด้วยก็ได้ ส่วนเครื่องสู้ร้อนอื่นๆ ที่อยากแนะนำให้ ปรุงดื่มกัน ได้แก่&lt;br /&gt;1. น้ำลูกเดือย ใช้ลูกเดือยแก่เปลือก มาต้มให้สุก แล้วใส่ในเครื่องปั่น ปั่นให้ ละเอียด จากนั้นเติมน้ำเชื่อมและน้ำแข็งลง ไป ปั่นจนเข้ากันดีแล้วเทใส่ภาชนะ ดื่มเพื่อ เติมความสดชื่นให้แก่ร่างกาย&lt;br /&gt;2. น้ำเฉาก๊วย มีสรรพคุณแก้ร้อนใน&lt;br /&gt;3. น้ำเก๊กฮวย แก้ร้อนใน&lt;br /&gt;4. น้ำแตงโม แก้ร้อนใน กระหายน้ำ&lt;br /&gt;5. น้ำอ้อย แก้กระหาย ให้ความชุ่มชื่น มีโพแทสเซียม เหล็ก ไนโตรเจน และฟอส ฟอรัสมาก ควรอื่มน้ำอ้อยหีบสด ไม่ควรดื่ม แบบเคี่ยว เพราะปริมาณน้ำตาลจะมากเกิน ไป&lt;br /&gt;6. น้ำลูกตาล จะนำมาปรุงเป็นลูกตาล ลอยแก้วรับประทาน หรือปอกเปลือกรับ ประทานสดๆ ก็ได้ เพราะในเนื้อลูกตาลอ่อน มีฟอสฟอรัส แคลเซียม และน้ำมาก มีกาก ใยและคาร์โบไฮเดรตสูงพอสมควร ช่วยให้ ร่างกายกระชุ่มกระชวย&lt;br /&gt;7. น้ำคั้น/น้ำเอนไซม์ จากแคนตาลูป มะเขือเทศ สับปะรด น้ำมะพร้าว มะนาว มะเฟือง ทับทิม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-6458433170932120835?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6458433170932120835'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6458433170932120835'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/05/3-5-1-5-5-1.html' title=''/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-1914922489923877801</id><published>2009-05-01T22:29:00.000-07:00</published><updated>2009-05-01T22:29:00.931-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='น้ำมันขิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผมร่วง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขิงแก้ผมร่วง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เส้นผม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปัญหาผมร่วง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขิง'/><title type='text'>ขิงแก้ผมร่วง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ขิงแก้ผมร่วง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ทราบหรือไม่ว่า ขิงสามารถแก้ผมร่วงได้ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาฝากกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทราบหรือไม่ว่า ขิงสามารถแก้ผมร่วงได้ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาฝาก... ขิง ถือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีสารพัดประโยชน์ และหนึ่งในประโยชน์ของขิง คือ สามารถแก้ผมร่วงได้ วิธีการ คือ นำเหง้าขิงขนาดเท่าหัวแม่มือมาอังไฟให้อุ่นจัด แล้วนำไปบดให้ละเอียด จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วหนังศีรษะ น้ำมันในขิงจะช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม ทำให้ผมที่ขึ้นมาใหม่มีความแข็งแรงด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่อยากแก้ผมร่วงก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-1914922489923877801?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1914922489923877801'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1914922489923877801'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='ขิงแก้ผมร่วง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-2743963656992722533</id><published>2009-04-29T20:32:00.000-07:00</published><updated>2009-04-29T20:32:00.724-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตีนกา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถั่วเหลือง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เห็ด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แก้วมังกร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ริ้วรอย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผลไม้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลลาเจน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผัก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สาหร่ายทะเล'/><title type='text'>กินอาหารเพิ่มคอลลาเจน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กินอาหารเพิ่มคอลลาเจน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;คนที่รักสวยรักงาม จึงพยายามสรรหาสารพัดวิธีเพื่อเพิ่มคอลลาเจนให้คงความเต่งตึงอยู่เสมอ&lt;br /&gt;พออายุมากขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลง ผิวพรรณก็เริ่มเหี่ยวย่น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่ปรากฏริ้วรอย ตีนกา อย่างชัดเจน ดังนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า คอลลาเจนเปรียบเสมือนโครงกระดูกของผิว พออายุมากขึ้น คอลลาเจนมักจะหายไป ทำให้เกิดริ้วรอย หรือตีนกา ความจริงคนเราไม่จำเป็นต้องไปกินคอลลาเจนที่เป็นขวด หรือเป็นเม็ด ซึ่งมีราคาแพงก็ได้ เพราะกินเข้าไปแล้ว ก็โดนน้ำย่อยทำการย่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นก็จะถ่ายออกมากลายเป็นปัสสาวะที่แสนแพง น่าเสียดายเปล่า ๆ วิธีป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจน ง่าย ๆ คือ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตัวการของความแก่ คนที่ไม่อยากแก่เร็วอย่ากินแป้งและน้ำตาลเยอะ หลีกเลี่ยงแสงยูวี เพราะจะทำให้คอลลาเจนรวน จับกันสะเปะสะปะ แทนที่จะยืดหยุ่นก็เป็นเสมือนยางที่เสื่อมสภาพ ทำให้เปราะและเหี่ยวง่าย ที่สำคัญควรรับประทานอาหารเติมคอลลาเจนให้กับร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับอาหารที่มีคอลลาเจน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ปลาทู ปลากระเบน กระดูกปลาฉลาม ซึ่งคอลลาเจนจะพบในกระดูกของปลา หรือ พบบริเวณตาปลา มีลักษณะเป็นเหมือนวุ้น ๆ ใส ๆ หรือจะเอากระดูกอ่อนไก่ และหมูมาต้มน้ำซุปก็จะได้คอลลาเจนเช่นกัน จะเห็นได้ว่าเวลาต้มขาหมู หรือต้มกระดูกหมู ข้น ๆ พอทิ้งไว้นาน ๆ จะกลายเป็นวุ้น นั่นแหละคือคอลลาเจน วิธีสังเกตว่าอันไหนไขมันอันไหนคอลลาเจน คือ ไขมันมักจะลอยอยู่ข้างบน ส่วนคอลลาเจนจะจมอยู่ข้างล่างเป็นวุ้นใส ๆ ถ้ากลัว ไม่กล้ากินคอลลาเจนจากสัตว์ ก็ยังมีคอลลาเจนจากพืชผัก ผลไม้ เช่น สาหร่ายทะเล เทา หรือเตา ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืด เห็ดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเข็มทอง เห็ดหูหนู หัวบุก ถั่วเหลือง แตงกวา ขึ้น ฉ่าย มะกอก ส้มโอ แก้วมังกร แอปเปิล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คอลลาเจนที่พบในพืชผัก ผลไม้ จะน้อยกว่าที่พบในสัตว์ ทั้งนี้คอลลาเจนที่ได้จากธรรมชาติจะสามารถดูดซึมได้ดี แต่ต้องมีวิตามินซีอยู่ด้วย ดังนั้นท่องจำไว้ให้ขึ้นใจว่า ถ้าเรากินคอลลาเจนเข้าไปเพียว ๆ โดยไม่กินอาหารที่มีวิตามินซีตามเข้าไปด้วย คอลลาเจนจะถูกน้ำย่อยสับ ๆๆๆ กลายเป็นกากออกมาหมด ถ้ากินเข้าไป 100 อาจจะเหลือแค่ 10 เพราะฉะนั้นถ้ากินคอลลาเจนจากสัตว์ หรือจากอาหารเสริม ที่ไม่มีวิตามินซี ก็ควรกินวิตามินซีร่วมด้วย เช่น กินผลไม้อย่าง ฝรั่ง หรือกินผักอย่างกระหล่ำปลีก็ได้ ส่วนผลไม้มีวิตามินซีอยู่แล้ว ก็จะช่วยดึงคอลลาเจนตัวมันเองเข้าไปด้วย ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ สำหรับการเพิ่มคอลลาเจน ด้วยอาหารที่คุณหมอกฤษดา แนะนำ เพียงเท่านี้ริ้วรอย ตีนกา ก็จะมาเยือนท่านช้าลง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-2743963656992722533?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2743963656992722533'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2743963656992722533'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/04/blog-post_29.html' title='กินอาหารเพิ่มคอลลาเจน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-6891587589059553994</id><published>2009-04-25T20:29:00.000-07:00</published><updated>2009-04-25T20:29:00.838-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แกงสีเหลือง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขมิ้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หืด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลำไส้อักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้อต่ออักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แกงกะหรี่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระดูกพรุน'/><title type='text'>ขมิ้นแก้โรคกระดูกพรุน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ขมิ้นแก้โรคกระดูกพรุน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ทราบหรือไม่ว่าการรับประทานขมิ้นก็สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนได้ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาฝาก&lt;br /&gt;การรับประทานแกงที่มี "ขมิ้น" เป็นส่วนประกอบ เช่น แกงกะหรี่ มีส่วนช่วยป้องกันโรคกระดูก ข้ออักเสบ และโรคกระดูกได้ ทีมนักวิทยาศาสตร์สหรัฐ จากมหาวิทยาลัยอริโซนา ระบุว่า ขมิ้นซึ่งมักใช้เป็นส่วนผสมในอาหารประเภทแกงเผ็ด หรือแกงสีเหลืองทั้งหลาย มีสรรพคุณช่วยบำบัดโรคได้ ในวงการแพทย์เอเชียใช้ขมิ้นในการรักษาโรคต่าง ๆ มานานหลายร้อยปี เช่น อาการอักเสบ และพบว่า สารเคอร์คูมิน ที่อยู่ในขมิ้น มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคข้อต่ออักเสบได้ และช่วยรักษาอาการอักเสบ พอง หรือบวมของโรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคหืด ลำไส้อักเสบ และโรคกระดูก รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าใครไม่อยากเป็นโรคกระดูกพรุน ลองหาขมิ้นมารับประทานกันดูได้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-6891587589059553994?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6891587589059553994'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6891587589059553994'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/04/blog-post_25.html' title='ขมิ้นแก้โรคกระดูกพรุน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-6930392221052884171</id><published>2009-04-22T20:25:00.000-07:00</published><updated>2009-04-22T20:25:00.647-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นิ่ว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แคลเซียม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผลไม้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเขือเทศ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แครอท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผัก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ใบชะพลู'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กะหล่ำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กรดออกซาลิก'/><title type='text'>กรดออกซาลิก ในผัก ผลไม้</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กรดออกซาลิก ในผัก ผลไม้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ผักผลไม้บางชนิด มีกรดออก ซาลิก อยู่ หากกินในปริมาณมากๆ อาจจะไปจับกับแคลเซียมทำให้เกิดนิ่วได้&lt;br /&gt;ตั้งแต่เกิดมาทุกคนจะถูกปลูกฝังให้กินผัก ผลไม้ เยอะ ๆ ทั้งที่บางคนก็ไม่เคยรู้เลยว่า ในผัก ผลไม้ ที่กินเข้าไปนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร หรืออาจจะมีสารอะไรบ้างที่เป็นพิษต่อร่างกาย ท่านผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า ผัก ผลไม้ บางชนิดที่เรากินเข้าไปทุกวัน มี กรดออก ซาลิก อยู่หากเรากินเข้าไปในปริมาณ มาก ๆ มันอาจจะไปจับกับแคลเซียม ทำให้เกิดนิ่วได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุร วัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ในผักต่าง ๆ จะมีกรดออกซาลิกมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะ ยอดผัก ใบ หรือต้นอ่อน กรดออกซาลิก มีอยู่ในผักหลายชนิด ได้แก่ ใบชะพลู ยอดพริกชี้ฟ้า ผักปลัง ผักโขม ผักชีฝรั่ง ผักกระเฉด หัวไชเท้า ใบโหระพา หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี ผักกาด แครอท มันสำปะหลัง ดอกกะหล่ำ มะเขือ กระเทียม ในผักบางชนิดนอกจากจะมีกรดออกซาลิกมากแล้ว จะมีแคลเซียมอยู่ในตัวมันเองเยอะด้วย ก็ยิ่งจะรวมตัวกัน และทำให้เกิดนิ่วได้ง่ายขึ้น ส่วนผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก ได้แก่ สับปะรด กล้วยไข่ พุทรา การกินผักและผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก มาก ๆ มันจะไปจับกับแร่ธาตุตัวอื่น ๆ กลายเป็นผลึกออกซาเลต เช่น จับกับแคลเซียม ก็จะกลายเป็น แคลเซียมออกซาเลต จับกับโซเดียม ก็จะกลายเป็น โซเดียมออกซาเลต กรดออกซาลิกจะชอบไปจับแคลเซียม ทำให้เกิดแคลเซียมออกซาเลตได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งในปัจจุบันคนชอบกินแคลเซียมเม็ด กรดออกซาลิกก็จะไปจับกับแคลเซียมที่กินเข้าไป หรือไปจับกับแคลเซียมในกระดูก ทำให้เกิดผลึกนิ่ว กระดูกงอก กระดูกย้อย พอกระดูกของคนเราถูกดึงแคลเซียมออกไป กระดูกก็จะพรุนง่าย ทำให้มีหินปูนงอกตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เอกซเรย์แล้วอาจจะเจอกระดูกงอกตรงนั้นตรงนี้ กลายเป็นก้อนนิ่วเลยก็ได้ ความจริงร่างกายสามารถขับกรดออกซาลิกออกมาทางปัสสาวะได้ แต่ในคนที่มีปัญหาเรื่องไต ไม่ควรกินเพราะร่างกายจะไม่สามารถขับกรดออกซาลิก ออกมาได้หรือขับออกมาได้น้อย ทำให้เกิดนิ่วในไต หรือกระเพาะปัสสาวะได้ คนที่กินแคลเซียมเม็ด ก็ไม่ควรกินผักที่มีกรดออกซาลิก หรือถ้ากินผักที่มีกรดออกซาลิก ก็ไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นการกินผัก ผลไม้ ที่มีกรดออกซาลิก ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเป็นกิโลกรัม หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม อย่างไรก็ตามผัก และผลไม้ ที่กล่าวมา แม้จะมีกรดออกซาลิก ที่อาจเป็นโทษต่อร่างกาย แต่ประโยชน์ด้านอื่นก็มีเช่นกัน เช่น มีวิตามิน แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หรือมีคลอโรฟิลล์เยอะ ซึ่งคลอโรฟิลล์จะช่วยนำสารอาหารเข้าไปในร่างกาย ช่วยชะลอเซลล์ที่เสื่อมได้ หลักสำคัญในการกิน คือ กินอาหารที่หลากหลาย ไม่ควรกินอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะยอดผัก มีสีเขียวจัด กลิ่นฉุน กลิ่นแรง. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-6930392221052884171?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6930392221052884171'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6930392221052884171'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/04/blog-post_22.html' title='กรดออกซาลิก ในผัก ผลไม้'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-1101847423711134736</id><published>2009-04-20T20:29:00.000-07:00</published><updated>2009-04-20T20:29:00.561-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์ของส้ม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะนาว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ส้ม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิตามินซี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผลไม้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ล้างพิษ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งที่ปาก'/><title type='text'>ประโยชน์ของส้ม</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ประโยชน์ของส้ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ทราบหรือไม่ว่า การกินส้มให้ประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย วันนี้เรามีประโยชน์ของส้มมาฝากกัน&lt;br /&gt;จากรายงานการศึกษาของหลายชาติ เรื่องการบริโภคผลไม้จำพวกมะนาว หรือส้ม ให้ประโยชน์แก่สุขภาพ สรุปได้ว่า "กินส้มวันละใบ จะช่วยผลักไสโรคมะเร็งบางชนิดให้พ้นตัวไปได้" นักวิจัยขององค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพของรัฐบาลออสเตรเลีย ระบุว่า การกินผลไม้พวกมะนาวหรือส้ม จะช่วยป้องกันมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง และกระเพาะลงได้ครึ่งหนึ่ง และยิ่งกินผักผลไม้วันละ 5 มื้ออยู่เป็นประจำแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้ป้องกันอัมพาตได้อีกโรคถึง 19 เปอร์เซ็นต์ด้วย ผลไม้จำพวกมะนาวหรือส้ม ช่วยป้องกันโรคของร่างกายได้เพราะคุณสมบัติเป็นตัวล้างพิษของมัน พร้อมทั้งบำรุงระบบภูมิ คุ้มโรคให้แข็งแรง ขัดขวางเนื้อร้ายไม่ให้ลุกลาม และรักษาเซลล์เนื้อร้ายให้กลับคืนดีได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีสุขภาพแข็งแรง ลองหาส้มมากินกันดีกว่า.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.dailynews.co.th/"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-1101847423711134736?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1101847423711134736'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1101847423711134736'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='ประโยชน์ของส้ม'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5635730983764039426</id><published>2009-03-09T12:25:00.000-07:00</published><updated>2009-03-09T12:25:00.671-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักผลไม้ฟอกฟันขาว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แครอตช่วยให้ฟันดูขาว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สตรอว์เบอร์รี่ฟอกฟันขาว'/><title type='text'>ผักผลไม้ฟอกฟันให้ขาวสะอาดได้</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผักผลไม้ฟอกฟันให้ขาวสะอาดได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;โชคดีที่ธรรมชาติได้มอบสิ่งวิเศษสุดที่แสนธรรมดาเอาไว้ให้เรา...คือ พืชผัก ผลไม้ ที่งอกงามขึ้นมาจากผืนดินนั่นเอง จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แอปเปิ้ล ขึ้นฉ่ายฝรั่ง แครอต และผักผลไม้สดอื่นๆ อีกหลายชนิด ที่เราจะต้องเคี้ยวมากๆ เวลากิน สามารถทำหน้าที่ได้ดีราวกับผงซักฟอกทีเดียว ทั้งยังมีคุณสมบัติบางประการที่ช่วยให้ฟันดูขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน ผักโขม ผักกาดหอม และบร็อคโคลี่ ก็ช่วยป้องกันคราบไม่ให้เกาะติดได้ง่าย โดยการสร้างเยื่อบางๆ เคลือบผิวฟัน ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะชั้นนอกอีกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ สตรอว์เบอร์รี่ ก็นำมาใช้สีทำความสะอาดฟันได้อย่างอ่อนโยนราวกับยาสีฟัน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยฟอกฟัน ทั้งยังขจัดคราบเหลืองของน้ำชากาแฟได้ด้วย โดยบิบผลสตรอว์เบอร์รี่สีแดงผลหอมหวานออก แล้วนำเนื้อผลไม้นุ่มๆ นั้นขัดถูลงบนผิวฟัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหม...กินแล้วทำให้เราสวยได้ทั้งจากภายใน เพราะได้รับวิตามินและกากใย ทำให้ดูดีจากภายใน แล้วยังทำให้เราดูดีจากภายนอก เพราะฟันขาวสะอาด ได้ประโยชน์สองต่อขนาดนี้ นึกออกแล้วใช่ไหมคะว่าวันนี้จะซื้อผลไม้อะไรกลับบ้านบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : ชีวจิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5635730983764039426?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5635730983764039426'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5635730983764039426'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/03/blog-post_09.html' title='ผักผลไม้ฟอกฟันให้ขาวสะอาดได้'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-6718064194550854248</id><published>2009-03-07T12:20:00.000-08:00</published><updated>2009-03-07T12:20:03.181-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สับปะรดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สับปะรดลดหวัด เพื่อสุขภาพ'/><title type='text'>สับปะรดลดหวัด เพื่อสุขภาพ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สับปะรดลดหวัด เพื่อสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สับปะรด เป็นผลไม้อมหวานอมเปรี้ยว ที่สามารถนำไปทำอาหารทั้งคาว และหวานได้อร่อยหลายชนิด และให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ร่างกายมากมายโดยที่คุณอาจไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเรากินสับปะรด หลังอาหาร เราจะรู้สึกเบาสบายท้องและไม่อึดอัด เพราะสับปะรดมีความสามารถในการช่วยย่อย โดยเฉพาะในสารอาหารโปรตีน เราจึงเห็นคนส่วนใหญ่ใช้สับปะรดในการหมักเนื้อสัตว์ต่างๆ ให้นุ่มขึ้น รวมถึงสับปะรดอุดมไปด้วยวิตามินซีสูงจึงช่วยเสริมสุขภาพ และภูมิต้านทานโรคได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กินสับปะรดบ่อยๆ ทำให้สุขภาพดี ไม่ค่อยเป็นหวัด และในสับปะรดยังมีโพแทสเซียมสูงที่ช่วยป้องกันการเป็นตะคริวและลดความดันได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นอกจากนี้สับปะรดยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี ส่วนปริมาณที่เหมาะสมของสับปะรด ในการบริโภคก็คือ 100 กรัมต่อวัน และควรกินสับปะรดสดๆ โดยไม่ผ่านการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนเพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามินต่างๆ ไป เพื่อสุขภาพ ที่ดีของคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : หนังสือสารอาหารดีดี อยู่ 120 ปีไม่มีโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-6718064194550854248?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6718064194550854248'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6718064194550854248'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/03/blog-post_07.html' title='สับปะรดลดหวัด เพื่อสุขภาพ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-6719948335409632302</id><published>2009-03-03T12:16:00.000-08:00</published><updated>2009-03-03T12:16:00.687-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สตรอเบอร์รี่ ผลไม้แห่งสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สตรอเบอร์รี่ป้องกันมะเร็ง'/><title type='text'>สตรอเบอร์รี่ ผลไม้แห่งสุขภาพ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สตรอเบอร์รี่ ผลไม้แห่งสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พืชผักผลผลิตของโครงการหลวง ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องคุณภาพคับแก้ว โดยเฉพาะ “สตรอเบอร์รี่” ปลูกได้ผลดี ลูกใหญ่รสหวานฉ่ำ ไม่แพ้สตรอเบอร์รี่อิมพอร์ตจากเมืองนอกเมืองนา และด้วยความภาคภูมิใจเป็นนักหนา มูลนิธิโครงการหลวง จึงจับมือกับห้างฯเซ็นทรัล ชิดลม จัดงาน “โครงการหลวง สตรอเบอร์รี่แฟร์” ที่ดิ อีเวนท์ฮอลล์ ชั้น 3 ระหว่างวันที่ 13-17 ก.พ.นี้ เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายในงานแฟร์ครั้งนี้ มีไฮไลต์อยู่ที่นิทรรศการ “สตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน” นำสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์พระราชทานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พันธุ์พระราชทาน 50, พันธุ์พระราชทาน 70 และพันธุ์พระราชทาน 72 มาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินชมแปลงปลูกสตรอเบอร์รี่จำลอง และสามารถทดลองเด็ดผลสดๆจากต้นชิมดูได้โดยไม่หวงห้าม นอกจากนี้ ยังจัดจำหน่ายสตรอเบอร์รี่ทั้งสดและแปรรูปจากพันธุ์พระราชทาน รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ ให้ได้ซื้อหากันสนุกสนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี แม้คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับ “สตรอเบอร์รี่” เป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักจะรู้ถึงคุณประโยชน์แท้จริงของผลไม้สีแดงฉ่ำรูปทรงน่ารักน่ากิน “สตรอเบอร์รี่” เป็นผลไม้ที่มีอานุภาพสูงมากในการต้านอนุมูลอิสระ (ต้นเหตุแห่งความแก่) แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินซี, เอ, ฟอสฟอรัส และแคลเซียม จึงช่วยป้องกันโรคได้สารพัด ทั้งการเกิดมะเร็ง, โรคหลอดเลือดอุดตัน, โรคหวัด และโรคภูมิแพ้ ผลการศึกษาทาง การแพทย์ ยังพบว่า เมื่อเทียบน้ำหนักที่เท่ากันกับผลไม้ชนิดอื่นๆ “สตรอเบอร์รี่” มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่า “ส้ม” ถึงหนึ่งเท่าครึ่ง, สูงกว่า “องุ่นแดง” สองเท่า, สูงกว่า “กีวี” สามเท่า, สูงกว่า “กล้วยหอม” กับ “มะเขือเทศ” เจ็ดเท่า และสูงกว่า “ลูกแพร” ถึงสิบห้าเท่า!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มากประโยชน์ขนาดนี้ แถมยังหน้าตาน่ารักน่าหม่ำซะไม่มี คู่รักยุคใหม่ น่าจะเปลี่ยนเทรนด์ หันมามอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;“สตรอเบอร์รี่” เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ แทนกุหลาบช่อใหญ่ หรือ ตุ๊กตาหมีแบบเดิมๆ ซึ่งแสนจะสิ้นเปลือง...ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ปีนี้ คนมีคู่ หรือไม่มีคู่ ก็แวะไปอุดหนุนสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์เลิศ ได้ที่เซ็นทรัล ชิดลม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-6719948335409632302?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6719948335409632302'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6719948335409632302'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/03/blog-post_03.html' title='สตรอเบอร์รี่ ผลไม้แห่งสุขภาพ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-2290415123783960734</id><published>2009-03-02T12:10:00.000-08:00</published><updated>2009-03-02T12:10:00.974-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แตงโมลดความดัน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ล้างพิษด้วยผลไม้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='องุ่นสารฟอกลำไส้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แอปเปิ้ลขจัดของเสีย'/><title type='text'>ล้างพิษด้วยผลไม้</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ล้างพิษด้วยผลไม้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลไม้ที่ใช้ล้างพิษในร่างกาย เหล่านี้หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปและราคาไม่แพงด้วยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แอปเปิ้ล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;องุ่น&lt;br /&gt;เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;สับปะรด&lt;br /&gt;มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะละกอ มะม่วง แตงโม&lt;br /&gt;ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้นมันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลือกของแตงโมอุดมด้วยคลอโรฟิลล์และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.tttonline.net/TTT2/index.html"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;TTTonline.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-2290415123783960734?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2290415123783960734'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2290415123783960734'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='ล้างพิษด้วยผลไม้'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7485182963593403030</id><published>2009-02-27T22:06:00.000-08:00</published><updated>2009-02-27T22:06:00.895-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แตงโม ให้ความชุ่มชื่น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แอปเปิ้ลขับน้ำมัน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สตรอเบอร์รี่กระตุ้นผิว'/><title type='text'>เคล็ดลับความงาม จาก ผลไม้ Food for Beauty</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เคล็ดลับความงาม จาก ผลไม้ Food for Beauty&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ใครที่ชอบทานผลไม้บ้าง รู้หรือไม่ว่า ผลไม้ที่ทานกันเป็นประจำนั้น สามารถทำให้สวยได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีมาบอกกัน...&lt;br /&gt;- แตงโม ช่วยให้ความชุ่มชื่นต่อผิวที่แห้ง หรือผิวที่ร้อนระอุในช่วงหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี และแตงโมนั้น ยังสามารถให้ความเย็นอยู่บนผิวได้นานกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ&lt;br /&gt;วิธีทำ เตรียมผ้ากรอง ชนิดบางขนาดผ้าพันแผล 2 ผืน เฉือนเนื้อแตงโม เป็นชิ้นบาง ๆ พอประมาณ วางลง ระหว่างผ้าที่เตรียมไว้ โดยให้เนื้อตาโม อยู่ระหว่างกลางผ้า 2 ชิ้น หลังจากนั้น นำมาวางปิดลงบนใบหน้าให้ทั่ว เว้นส่วนรูจมูกไว้ ให้ผ้าและชิ้นแตงโมติดผิวหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ๆ&lt;br /&gt;- ส้ม ช่วยในทางล้างผิว และสมานผิวได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;วิธีทำ ล้างผลส้มให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออก (ส้มที่ใช้นั้นจะเป็นส้มเขียวหวาน จะเปลือกหนาหรือบางได้ทั้งนั้น) แช่ในน้ำสุก แล้วใช้มีดปลายแหลมคม จิ้มทะลุผิวส้มให้ทั่ว เพื่อให้น้ำมันจากผิวส้มออกมา หลังจากนั้น ทิ้งค้างคืนเอาไว้ วันรุ่งขึ้นกรองเอาแต่น้ำนำมาล้างหน้า&lt;br /&gt;- แอปเปิ้ล ช่วยขับน้ำมันออกจากผิว และผิวมันหายหมองคล้ำ&lt;br /&gt;วิธีทำ ขูดเนื้อแอปเปิ้ล ให้ละเอียดแล้วนำมาแปะลงบนผิวหน้าให้ทั่ว นอนพัก 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น&lt;br /&gt;- สตรอเบอร์รี่ ช่วยกระตุ้นผิวที่ซีดเซียวหรือผสมกับเนยแท้ เพื่อแก้ผิวที่แห้งเหี่ยวด้วยก็ได้&lt;br /&gt;วิธีแรก นำเนยแข็ง จำนวน 2 ช้อนชา ละลายด้วยความร้อนพอประมาณ ผสมกับสตรอเบอร์รี่ที่คันน้ำแล้ว คนให้เข้ากันแล้วทาทิ้งไว้ 30 นาที แล้วเช็ดออก อาจต้องฟอกสบู่แล้วล้างด้วยน้ำอุ่นอีกครั้งเพื่อล้างออกให้หมด&lt;br /&gt;อีกวิธี ล้างผลสตรอเบอร์รี่ให้สะอาด ผ่าครึ่ง แล้วนำมาถูที่ผิวหน้าให้ทั่ว ทิ้งค้างคืนเอาไว้ แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยล้างออกถ้าใครอยากมีผิวสวยก็ลองนำวิธีที่แนะนำ ไปทำตามกันดูได้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=39783&amp;amp;NewsType=2&amp;amp;Template=1" target="_blank"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7485182963593403030?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7485182963593403030'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7485182963593403030'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/food-for-beauty.html' title='เคล็ดลับความงาม จาก ผลไม้ Food for Beauty'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3370352564551609868</id><published>2009-02-21T14:36:00.000-08:00</published><updated>2009-02-21T14:36:01.567-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักโขมต่อต้านความอ้วน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักโขมอุดมด้วยธาตุเหล็ก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สลายไขมันด้วยผักโขม'/><title type='text'>ผักโขมต่อต้านความอ้วน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เดลิเมล - แม้ผักโขมทำให้ป๊อปอายกล้ามใหญ่ขึ้นมาทันตาเห็น แต่ในความเป็นจริงนักวิจัยพบว่า สารประกอบในผักชนิดนี้มีฤทธิ์ชะลอการย่อยสลายไขมัน ทำให้ร่างกายเข้าใจไปเองว่าท้องอิ่มแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลันด์ในสวีเดนมุ่งศึกษาที่ตัวคลอโรพลาสต์ ซึ่งเป็นส่วนของเซลล์ที่พืชใช้สังเคราะห์แสงการทดลองกับหนูพบว่า ไทลาคอยด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบในคลอโรพลาสต์ สามารถชะลอการย่อยสลายไขมัน ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม โดยครึ่งหนึ่งของหนูทดลองถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่อุดมด้วยไขมันผสมไทลาคอยด์ ส่วนอีกครึ่งกินอาหารเหมือนกันแต่ไม่มีไทลาคอยด์ผลปรากฏว่าหนูกลุ่มที่ได้ไทลาคอยด์มีน้ำหนักน้อยกว่าหนูอีกกลุ่ม รวมทั้งมีระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า บ่งชี้ว่ามีสุขภาพโดยรวมแข็งแรงกว่าไรการ์ด คอนกี นักวิจัยในทีมนี้ กล่าวว่างานวิจัยชิ้นนี้อาจทำให้วงการอาหารหันมาเพิ่มส่วนประกอบของไทลาคอยด์ในอาหาร โดยเฉพาะอาหารไขมันสูงอย่างเช่น พาย หรือคุกกี้ทว่าขั้นตอนที่สำคัญก็คือ การสกัดไทลาคอยด์บริสุทธิ์เพื่อนำไปผสมในอาหาร เพราะไม่เช่นนั้นเราต้องบริโภคผักโขมวันละ 1.1 ปอนด์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เพื่อให้ได้ไทลาคอยด์ครบถ้วนตามที่ต้องการนักวิจัยซึ่งเตรียมทำการทดลองกับมนุษย์ในเร็ววันนี้ ยอมรับว่ายังไม่รู้ชัดว่าไทลาคอยด์มีกระบวนการทำงานอย่างไร แต่เป็นไปได้ว่า สารประกอบชนิดนี้อาจเข้าไปเคลือบไขมันขณะอยู่ในลำไส้ และชะลอการย่อยสลายไขมันของเอนไซม์ให้ช้าลง ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วและนานขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดปัญหาการกินจุเกินไปนอกจากนั้น ผักโขมซึ่งอุดมด้วยธาตุเหล็ก ยังช่วยเสริมสร้างสติปัญญา ทำให้สมองตื่นตัวตลอดเวลาแม้ในผู้สูงวัย อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และหลอดเลือดทั้งนี้ ผลการศึกษาหลายฉบับระบุว่า การมีอนุมูลอิสระสะสมอยู่ในสมอง มีความเกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงวัย และอาจเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3370352564551609868?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3370352564551609868'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3370352564551609868'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/blog-post_21.html' title='ผักโขมต่อต้านความอ้วน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5007019934628744499</id><published>2009-02-19T13:37:00.000-08:00</published><updated>2009-02-19T13:37:01.325-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กล้วยช่วยเคลือบกระเพาะ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กล้วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สรรพคุณของกล้วย'/><title type='text'>กล้วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กล้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa sapientum Linn.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อท้องถิ่น -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะพืช กล้วยเป็นพืชเมืองร้อนและเป็นพืชที่คุ้นเคยกับคนไทยมาช้านาน เพราะเกือบทุกส่วนของกล้วยมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน กล้วยเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นตรง รูปร่างกลม มีกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบสีเขียวขนาดใหญ่ ขอบใบขนานกัน ช่อดอกคือหัวปลี มีลักษณะห้อยหัวลงยาว 1-2 ศอก มีดอกย่อยออกเป็นแผง กลายเป็นผลติดกัน เรียกว่าหวี เรียงซ้อนและติดกันที่แกนกลางเรียกว่าเครือส่วนที่ใช้เป็นยา ผลกล้วยดิบหรือผลห่าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา เก็บผลกล้วยช่วงเปลือกเป็นสีเขียว ต้นกล้วยจะให้ผลเมื่ออายุ 8-12 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รสและสรรพคุณยาไทย รสฝาด ฤทธิ์ฝาดสมาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ กล้วยดิบประกอบด้วยสารประกอบหลายชนิด คือ Tannin , Serotonin, Norepinephnine, Dopamin และ Catecholamine สารเหล่านี้อยู่ในเนื้อและเปลือกของกล้วยสำหรับกล้วยสุกมี pectin , Essential oil, Norepinephrine และกรดอินทรีย์หลายชนิด&lt;br /&gt;ปี คศ. 1964 Best และคณะ ได้พบว่าผงกล้วยดิบมีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะหนูขาว ซึ่งเกิดจากการให้ aspirin โดยสามารถใช้ทั้งป้องกันและรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ ในการป้องกันจะใช้ขนาด 5 กรัม ส่วนการรักษาใช้ขนาด 7กรัม และถ้าเป็นสารสกัดด้วยน้ำจะมีฤทธิ์แรงเป็น 800 เท่าของผงกล้วย ผู้วิจัยเข้าใจว่ากล้วยดิบไปกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่งสารพวก mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ กล้วยจะดีกว่ายาพวก Aluminium hydroxide, Cimetidine หรือ Postaglandin ซึ่งมีฤทธิ์เฉพาะป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเท่านั้น แต่ไม่สามารถรักษาแผลที่เกิดแล้วได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิธีใช้&lt;br /&gt;นำกล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส และบดเป็นผง วิธีรับประทานโดยการนำผงกล้วยดิบครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล ชงน้ำหรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มหรือนำผงกล้วยดิบมาปั้นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน รับประทานแล้วอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ ป้องกันได้โดยใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน, “ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน” &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5007019934628744499?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5007019934628744499'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5007019934628744499'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/blog-post_19.html' title='กล้วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-8053125551791640522</id><published>2009-02-17T13:50:00.000-08:00</published><updated>2009-02-17T13:50:01.341-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักพื้นบ้านไทยสู้มะเร็งร้าย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กินผักต้านมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักไทยสู้มะเร็งร้าย'/><title type='text'>ผักพื้นบ้านไทยสู้มะเร็งร้ายได้</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผักพื้นบ้านไทยสู้มะเร็งร้ายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ. สุรัตน์วดี จิวะจินดา ศูนย์ปฏิบัติการและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์กำแพงแสน จ.นครปฐม ได้นำพืชผักพื้นบ้านไทยกว่า 100 ชนิด มาวิจัยทดลอง ผลปรากฏว่า มีผักไทยร่วม 90 ชนิดที่มีคุณสมบัติต้านเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งหมายถึงสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ไม่ให้เซลล์มะเร็งร้ายลุกลามขยายตัวเร็วจนเกินไป ช่วยให้ร่างกายคนป่วยไม่โทรมเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้หายขาดได้นะคะ อย่าเข้าใจผิดค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผักไทยที่สู้กับมะเร็งร้ายได้ อ. สุรัตน์วดี จัดแบ่งไว้ 4 ประเภท ดังนี้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทแรก ผักที่มีฤทธิ์ต้านการลุกลามขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้มากกว่า 70 % เซลล์มะเร็งที่เคยขยายตัวได้ 100% เจอผักเหล่านี้เข้าไป เซลล์มะเร็งจะเพิ่มจำนวนได้ไม่เกิน 30 % ค่ะ&lt;br /&gt;ผักประเภทนี้มีให้เลือกกินได้ตั้งแต่ ผักขี้ขวง(สะเดาดิน) ผักโขมหัด มะระขี้นก ใบมะม่วง เพกา(มะลิดไม้) ดอกแก้วเมืองจีน ตังโอ๋ แขนงกะหล่ำ ปีแซ ตะไคร้ ชะมวง โหระพา ใบยี่หร่า(กระเพราช้าง) แมงลัก ถั่วลันเตา แคบ้าน ผักแว่น ยอดสะเดา(ต้ม) พริกไทย มะกรูด มะแขว่น ชะพลู ใบพลู ผักไผ่(ผักแพว) ใบยอ ผักคาวทอง(พลูคาว) ผักขะแยงง ขึ้นช่าย ใบบัวบก ผักชี ผักชีฝรั่ง หอมแย้ กระชาย ข่า ขิงแก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทที่ 2 หยุดเซลล์มะเร็งขยายตัวได้ 50 - 70% ได้แก่ หัวไชเท้า ฟัก สะระแหน่ ขี้เหล็ก(ดอก) แคบ้าน ยอดสะเดา(สด) หยวกกล้วย พริกหยวก ผีกชีลาว ขิงอ่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทที่ 3 มีฤทธิ์น้อยลงมาหน่อย หยุดเซลล์มะเร็งได้ 30 - 50% ได้แก่ ผักบุ้ง บวบหอม มะดัน ขี้เหล็ก เมล็ดกระถิน มะขาม มะขามเทศ มะเดื่อ มะเขือม่วง มะเขือเทศ มะเขือยาว มะเขือพวง มะอึก กระเจี๊ยบมอญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทที่ 4 หยุดเซลล์มะเร็งได้เล็กน้อย ยับยั้งได้น้อยกว่า 30% ได้แก่ ผักกูด เห็ดลม เห็ดนางฟ้า มะกอก เผือก ยอดผักปลัง ดอกผักปลัง ผักกาดแก้ว กะหล่ำปลี กะหลำปลีม่วง บวบงู แตงโม มะระจีน สะตอ ลูกเหนียง ถั่วพู ดอกโสน หอมแดง หอมหัวใหญ่ ต้นกระเทียม กุยช่าย หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกระเจี๊ยบ สายบัว เห็ดหอม พริก มันฝรั่ง แครอท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นมั้ยคะ ผักพื้นบ้านไทย หาได้ง่ายๆ สรรพคุณเบาซะที่ไหน นิยมไทย เห่อของไทย ดีกว่าค่ะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-8053125551791640522?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8053125551791640522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8053125551791640522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/blog-post_17.html' title='ผักพื้นบ้านไทยสู้มะเร็งร้ายได้'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3839740516465366175</id><published>2009-02-09T11:16:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T11:16:00.876-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถนอมผมสวยด้วยพืชผัก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พืชผักถนอมผมให้สวย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ครีมถนอมผมจากพืชผัก'/><title type='text'>ครีมถนอมผมจากพืชผัก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผมสวย นอกจากจะช่วยให้ใบหน้าของคุณดูดีขึ้นแล้ว เส้นผมนิ่มสลวย ยังบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีอีกด้วย แต่ถ้าคุณกำลังกลุ้มใจกับปัญหาผมเสีย เรามีวิธีแก้ด้วยพืชผักมาบอกกันค่ะ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;น้ำมะกรูด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;น้ำมะกรูด 1-2 ช้อนชา ชะโลมนวดให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด แค่นี้ผมของคุณก็จะดูสวยมีชีวิตชีวากับเขาบ้างแล้วล่ะค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ชะอม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้าผมของคุณขาดชีวิตชีวา เจอลมแรงยังแทบไม่กระดิก แล้วล่ะก็ แนะนำว่าให้ใช้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สูตรชะอม โดยใช้ใบชะอมประมาณ 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำสะอาด 3 ถ้วยจนเดือด กรองเอาแต่น้ำเขียวๆ นำไปวางไว้ให้เย็น หลังจากสระผมสะอาดแล้ว นำผ้าขนหนูชุบน้ำชะอมพอหมาดๆ เช็ดถูให้ทั่วศีรษะ จะช่วยคืนสภาพเส้นผมให้ดีขึ้นได้ และยังช่วยไม่ให้ผมแตกปลายอีกด้วย แต่ก็คงต้องทนกลิ่นเหม็นเขียวของชะอมสักหน่อยนะคะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ตะไคร้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ตะไคร้ที่เราใส่ในต้มยำ นี่แหละค่ะ ใช้แก้ปัญหาผมแตกปลายได้ผลดีทีเดียว ให้ใช้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ตะไคร้ 2-3 ต้น นำมาโขลกให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ หลังจากสระผมสะอาดดีแล้วนำน้ำตะไคร้มาชะโลมและนวดให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้สัก 10 นาที จึงล้างออก ทำกันเป็นประจำสัก 2 เดือน รับรองได้ว่า ปัญหาผมแตกปลาย จะไม่ใช่เรื่องกวนใจคุณอีกต่อไปค่ะ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กล้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นำกล้วยน้ำว้าสุกมาบด หยดน้ำมันอัลมอนด์ลงไปเล็กน้อย ผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมานวดลงบนเส้นผมให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ ,15 นาที เพื่อให้ส่วนผสม ค่อยๆซึมเข้าไป แล้วจึงล้างออกให้สะอาด ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผมแห้งกรอบ ขาดชีวิตชีวาก็จะฟื้นคืนชีพได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;น้ำมันมะกอก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ใช้น้ำมันมะกอกผสมกับน้ำมันหอมโรสแมรี่ นำมานวดให้ทั่ว หมักผมค้างไว้ 1 คืนแล้วค่อยสระผมในตอนเช้า จะช่วยขจัดรังแคได้ค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วีทเจิร์ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สูตรคอนดิชั้นเนอรฺชนิดเข้มข้น นำวีทเจอร์ม มาผสมกับน้ำมันมะกอก แล้วนวดให้ทั่วศีรษะ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น บิดให้แห้ง นำมาคลุมผมไว้ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วจึงล้างออก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นำสูตรไปใช้กันดูนะคะ เลือกใช้พืชผักที่หาได้สะดวก นอกจากผมจะสวย ดูมีชิตชีวากันแล้ว ยังประหยัดสตางค์อีกด้วยค่ะ &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3839740516465366175?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3839740516465366175'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3839740516465366175'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/blog-post_09.html' title='ครีมถนอมผมจากพืชผัก'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7197218917716471974</id><published>2009-02-08T10:53:00.000-08:00</published><updated>2009-02-08T10:53:00.958-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกพรุนมีไฟเบอร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิตามินต่าง ๆในลูกพรุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกพรุนลดไขมันในเลือด'/><title type='text'>ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;"ลูกพรุน (Prunes) / ลูกพลัม (Plum) / ลูกไหน ผลไม้ ทั้ง 3 ชนิดนี้คือ ผลไม้ชนิดเดียวกัน เพียงแต่ลูกพรุนคือผลจากการนำลูกพลัมมาตากแห้ง ส่วนลูกไหน ก็เป็นชื่อที่คนจีนเรียกลูกพลัมนั่นเอง " &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ส่วนประโยชน์ที่ว่ามากนี้มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ (เส้นใย) ธาตุเหล็กสูง นอกจากนี้ยังมีวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและสังกะสี &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ลูกพรุนมีไขมันต่ำ แคลอรี่น้อย และสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ มีคุณสมบัติ สามารถอุ้มน้ำไว้ระหว่างใย จึงทำให้กากอาหารนิ่ม และมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงาน ของลำไส้ ให้มีการเคลื่อนไหวบีบตัว ได้ดีขึ้น จึงทำให้ท้องไม่ผูก องค์ประกอบที่วิเศษ อีกอย่างคือ เป็นเส้นใยที่ละลายน้ำได้ จึงทำหน้าที่ ไปขัดขวาง การดูดซึมของไขมัน และน้ำตาลในเลือด ซึ่งเหมาะกับผู้สูงอายุ ที่เป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ที่อาจเกิดอันตรายได้หากมีการเบ่งอุจจาระแรง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ในลูกพรุน มีกากใยธรรมชาติ Dietary fiber จำนวนมากหลายชนิด ซึ่งเป็นทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้ กากใยอาหารนี้มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ และจากการทดลองรับประทานลูกพรุน พบว่าสามารถลดไขมันในเลือด (LDL cholesterol) ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงได้ พบว่ากลไกดังกล่าวเกิดจากกากใยอาหารชนิด เซลลูโลสซึ่งละลายน้ำไม่ได้ และเพ็คตินซึ่งละลายน้ำได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงอีกจำนวนมาก นอกจากนี้น้ำลูกพรุนยังเป็นอาหารที่วิตามินซี วิตามินอี แหล่งที่ดีของธาตุเหล็ก และไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร น้ำลูกพรุนแม้จะมีรสหวานแต่ส่วนมากประกอบไปด้วยน้ำตาลชนิด ฟลุคโตสและซอร์บิทอล ซึ่งไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังช่วยระบาย และรักษาอาการท้องผูกได้อย่างปลอดภัยทั้งในผู้ใหญ่ และในเด็กเล็ก แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กก็ควรปรึกษาแพทย์ด้วยเสมอ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิตามิน B2 (Riboflavin) ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ช่วยในการมองเห็น ผิวหนัง เล็บ และผม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิตามิน C (Ascorbic Acid) สารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) เป็นส่วนประกอบพิเศษที่ช่วยป้องกันเซลล์ จากการถูกทำลาย ซึ่งเมื่อเซลล์ถูกทำลายก็จะเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งสูง วิตามิน C มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นการที่ลูกพรุนมี Anti-oxidant ในปริมาณสูงจะช่วยทำให้ร่างกายและสมองแก่ตัวช้าลง และมีอัตราการเกิดเป็นโรคมะเร็งน้อยลง มีส่วนช่วยในกระบวนการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดง และทำให้ร่างกายต่อต้านแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิตามิน E เป็น Anti-oxidant ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของออกซิเจนที่ไม่สมบูรณ์ภายในร่างกาย ช่วยการไหลเวียนของโลหิต ช่วยยืดอายุของเม็ดเลือดแดง ทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ช่วยบำรุงสายตา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;แคลเซียม (Calcium) ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน รักษาระดับการเต้นของหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เหล็ก (Iron) เป็นส่วนประกอบที่ใช้ในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง พรุนแห้งหนึ่งขีดมีธาตุเหล็ก 2.78 มิลลิกรัม จึงเป็นแหล่งของธาตุเหล็กได้เป็นอย่างดี &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7197218917716471974?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7197218917716471974'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7197218917716471974'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/blog-post_08.html' title='ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7743566476357464135</id><published>2009-02-05T14:56:00.000-08:00</published><updated>2009-01-15T15:01:15.182-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บัวบกแก้อักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='รูปลักษณะบัวบก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บัวบกสรรพคุณทางยา'/><title type='text'>บัวบกสรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;บัวบก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Asiatic Pennywort, Tiger Herbal Centella asiatica (Linn.) Urban APIACEAE &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ชื่ออื่น : ผักแว่น ผักหนอก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;รูปลักษณะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ไม้ล้มลุก อายุหลายปี เลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน ชอบที่ชื้นแฉะ แตกรากฝอยตามข้อ ไหลที่แผ่ไปจะงอกใบจากข้อ ชูขึ้น 3-5 ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไต เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 ซม. ขอบใบหยัก ก้านใบยาว ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ขนาดเล็ก 2-3 ดอก กลีบดอกสีม่วง ผลแห้ง แตกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ใบสด - ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำละเอียด คั้นเอาน้ำทาบริเวณแผลบ่อย ๆ ใช้กากพอกด้วยก็ได้ แผลจะสนิทและเกิดแผลเป็นชนิดนูน (keloid) น้อยลง สารที่ออกฤทธิ์คือ กรด madecassic, กรด asiatic และ asiaticoside ซึ่งช่วยสมานแผลและเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดหนองและลดการอักเสบ มีรายงานการค้นพบฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา อันเป็นสาเหตุของโรคกลาก ปัจจุบัน มีการพัฒนายาเตรียมชนิดครีม ให้ทารักษาแผลอักเสบจากการผ่าตัด น้ำต้มใบสดดื่มลดไข้ รักษาโรคปากเปื่อย ปากเหม็น เจ็บคอ ร้อนใน กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7743566476357464135?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7743566476357464135'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7743566476357464135'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_15.html' title='บัวบกสรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-9080870456838014869</id><published>2009-02-04T14:53:00.000-08:00</published><updated>2009-02-04T14:53:00.701-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สรรพคุณทางยาดอกขจร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ต้นขจรอาหารบำรุงฮอร์โมนหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขจรคุณค่าทางอาหาร'/><title type='text'>ต้นขจร...อาหารบำรุงฮอร์โมนหญิง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ต้นขจร...อาหารบำรุงฮอร์โมนหญิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วอย่ารอช้า เรามาทำความรู้จักกับ ต้นขจร หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า ต้นสลิด กันค่ะ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;คุณค่าทางอาหาร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ทั้งยอดอ่อน ผลอ่อน และดอกของขจรสามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะใช้เป็นผักต้มหรือผักลวกจิ้มน้ำพริก หรือทำเป็นอาหารอื่นๆ เช่น แกงส้มดอกขจร ยำดอกขจร แกงจืดดอกขจร ข้าวต้มดอกขจร เป็นต้น และส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดคือส่วนยอดอ่อน ทั้งนี้ดอกขจรมีคุณค่าวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สรรพคุณทางยาดอกขจร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน รักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรืออากาศเย็น ช่วยบำรุงตับ บำรุงสายตา บำรุงเลือด บำรุงฮอร์โมนของสตรี ช่วยขับเสมหะ และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ราก เป็นเครื่องยาสมุนไพรใช้หยอดรักษาตา อีกทั้งมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษได้อีกใครว่าต้นไม้ไทยๆ จะสวยแต่รูปใช่ไหมค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-9080870456838014869?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/9080870456838014869'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/9080870456838014869'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/blog-post_04.html' title='ต้นขจร...อาหารบำรุงฮอร์โมนหญิง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7730274155952275267</id><published>2009-02-03T14:46:00.000-08:00</published><updated>2009-02-03T14:46:00.848-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตะไคร้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ใบสระแหน่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์พืชผักสวนครัว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โหระพา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข่า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขิง'/><title type='text'>ประโยชน์ใกล้ตัว พืชผักสวนครัวใกล้บ้าน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ประโยชน์ใกล้ตัว พืชผักสวนครัวใกล้บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงแล้วผักสวนครัวทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น โหระพา ขิง ข่า ตะไคร้ หรือใบสระแหน่ ก็ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาของความเป็นสมุนไพรไทยที่ใครได้ยินแล้วจะต้องบอกว่า สุดยอด เสมอ ว่าแล้ววันนี้ก็เลยอยากให้คุณๆ ได้รู้จักกับประโยชน์ของพืชผักสวนครัวเหล่านี้กันสมัยเด็กมักจะโดนคุณแม่ใช้ให้ไปเก็บพืชผักสวนครัวหลังบ้านบ่อยๆ บ้านหลังเล็กๆ ของเรามีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับปลูกผักสวนครัวไว้ปรุงอาหารกินเอง แต่หลังจากย้ายตัวเองมาฝังตัวอยู่ที่เมืองหลวง ก็มีได้มีพืชผักสวนครัวส่วนตัวไว้กินอีกเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;• โหระพา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โหระพาเป็นผักที่มีกลิ่นแรงบางคนบอกว่าหอม บางคนว่าฉุน แต่ไม่ว่าจะหอมหรือฉุน โหระพาก็เป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารไทยมานานนม รวมทั้งมีสรรพคุณทางยามากกว่าที่เราเคยรู้จักเยอะเลย ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจถ้าโหระพาจะเป็นผักชูรส และอยู่ในอาหารอย่างแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน เป็นต้นสารอาหารโหระพาที่ใครบางคนว่าฉุน ที่จริงแล้วเป็นผักที่มีสารอาหารด้วยนะ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันสรรพคุณทางยาคุณสมบัติทางยาของโหระพาที่สุดยอดมากๆ ก็คือ ช่วยย่อยอาหารแก้การจุกเสียด แน่นท้อง เพราะสามารถช่วยขับลมในลำไส้ได้ แต่สำหรับคนที่เกลียดโหระพาเข้าไส้ คุณอาจจะแอบปลื้มที่ได้รู้ว่าผักสวนครัวอย่างโหระพาไม่ได้มีดีแค่ใบ แต่เมล็ดยังสามารถนำมาแช่น้ำให้พองรับประทานเป็นยาแก้บิดได้ด้วยทราบหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•โหระพารักษาโรคเข่าเสื่อมได้ ตำราแพทย์ระบุว่าให้นำต้น ใบและรากโหระพามาตำพอละเอียด ใส่เหล้าขาว 40 ดีกรีเล็กน้อย คนให้เข้ากันแล้วนำไปตั้งไปแค่พอร้อน ทิ้งไว้ให้อุ่น จากนั้นก็นำไปพอกเข่าประมาณ 10-15 นาที ทำวันละ 1-2 ครั้ง แล้วอาการจะค่อยทุเลาลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•โบราณว่าโหระพาเป็นยาบำรุงทางเพศด้วยนะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•ขิงขิงเป็นเครื่องเคียงอย่างหนึ่งในเมนูอาหารไทย แต่หลายคนส่ายหน้าเวลาเห็นขิง ส่วนหนึ่งก็เพราะกลิ่นแรงเหลือกำลัง ดังนั้นจึงเลี่ยงด้วยการเขี่ยขิงทิ้งไว้ข้างๆ จาน แต่ต่อไปนี้ถ้าอยากได้ประโยชน์มากมายจากอาหารการกิน ลองชิมขิงดูสักครั้งสารอาหารขิงประกอบไปด้วยสารอาหารสำคัญคือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอสรรพคุณทางยาประโยชน์อย่างหนึ่งที่เราจะได้จากการใช้เหง้าขิงแก่ทุบหรือบดเป็นผง แล้วชงน้ำดื่มก็คือ แก้อาหารคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด และแน่นเฟ้อนอกจากนี้ขิงยังมีประโยชน์ทุกส่วน ตั้งแต่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ราก – ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ลม แก้เสมหะ และแก้บิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ต้น – ช่วยขับให้ผายลม แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผล – แก้คอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ใบ – แก้ฟกช้ำ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะขัด แก้โรคตา ฆ่าพยาธิ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ดอก – ช่วยย่อยอาหาร แก้ปัสสาวะขัด แก้โรคประสาทที่ทำให้ใจขุ่นมั่วทราบหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•ขิงแก้ผมร่วง ตำราระบุว่า ให้ใช้เหง้าขิงสดมาผิงไฟพออุ่น จากนั้นให้ตำแล้วนำมาพอกบริเวณที่มีผมร่วง ทำแบบนี้ประมาณ 3 วัน วันละ 2 ครั้ง ถ้ายังไม่ได้ผลให้ทำต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•ขิงกำจัดกลิ่นกาย ถ้ารักษากลิ่นเหงื่อใต้วงแขนมาหลากหลายวิธีแล้วแต่ยังช่วยไม่ได้ ลองใช้เหง้าขิงแก่ โดยทุบแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาทาใต้วงแขนทุกวัน จะช่วยกำจัดกลิ่นกายได้ชะงัด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•ขิงแก้ปากเหม็น โดยให้คั้นน้ำขิงผสมน้ำอุ่น เติมเกลือเล็กน้อย แล้วกลั้วปาก ฆ่าเชื่อโรค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•ข่าถ้าหยิบขึ้นมาเคี้ยวกันสดๆ ก็คงจะไม่ปลื้มนัก ข่าเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องเทศที่ใช้ปรุงอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวจากเนื้อสัตว์ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเอร็ดอร่อยกับเมนูโปรดอย่างต้มข่าไก่กันนัก แต่หน่อข่าอ่อนสามารถเป็นเครื่องเคียงแสนอร่อยในเมนูน้ำพริกแบบไทยๆ ได้ด้วยนะสารอาหารสารอาหารที่จะได้จากข่าคือ คาร์โบไฮเดรต ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซีสรรพคุณทางยาประโยชน์จากคุณสมบัติทางยาของข่า ให้ใช้เหง้าสดดำให้ละเอียดผสมกับน้ำปูนใส แล้วรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว จะช่วยขับลมแก้มท้องอืด ท้องเฟ้อท้องเดิน และบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ทราบหรือไม่ว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•ประโยชน์อื่นๆ ที่ได้จากข่านอกเหนือจากการรับประทานอาหาร ได้แก่ ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อนและแก้ลมพิษ โดยใช้เหง้าสดตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาวทาบริเวณที่เป็นจนกว่าจะดีขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;•ใช้ข่าไล่แมลงได้ด้วย โดยนำเหง้ามาทุบหรือตำให้ละเอียด เพื่อให้น้ำมันหอมระเหยออกมา แมลงก็จะไม่กล้ามาแหยมอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7730274155952275267?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7730274155952275267'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7730274155952275267'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/blog-post_03.html' title='ประโยชน์ใกล้ตัว พืชผักสวนครัวใกล้บ้าน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3843604560203873796</id><published>2009-02-01T14:38:00.000-08:00</published><updated>2009-02-01T14:38:00.718-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สรรพคุณทางยาของสำรอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเก็บลูกสำรอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='น้ำสำรองช่วยลดน้ำหนักแก้ไอ'/><title type='text'>น้ำสำรอง ช่วยลดน้ำหนัก แก้ไอ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;น้ำสำรอง ช่วยลดน้ำหนัก แก้ไอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วง 2-3 ปีมานี้ ลูกสำรองเป็นสมุนไพรไทยยอดฮิตติดอันดับท็อปเทน ถึงขนาดขาดตลาดเป็นบางคราว เพราะเคยมีใบสั่งซื้อจากประเทศจีนอย่างไม่อั้น ทุกวันนี้ลูกสำรองที่ขายอยู่ในท้องตลาดล้วนมาจากแหล่ง ธรรมชาติ ในประเทศไทยเองก็มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ตามป่าดงดิบชื้นทางภาคตะวันออกแถบจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด และเนื่องจากสำรองเป็นต้นไม้ป่าขนาดใหญ่ สูงถึง 45 เมตร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;การเก็บลูกสำรองจึงเป็นไป ด้วยความยากลำบากมาก จะรอเก็บลูกสำรองที่เลื่อนโล้หล่นปลิวมาตามสายลมก็คงไม่ทันใช้ ชาวบ้านจึงมัก โค่นต้นเพื่อสะดวกในการเก็บลูกสำรองคราวละมากๆ ผลก็คือทำให้ต้นสำรองในป่าธรรมชาติถูกทำลายลง จนกลายเป็นพืชสมุนไพรหายากชนิดหนึ่งในปัจจุบัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ลูกสำรองมีดีอะไร ทั้งไทยและเทศจึงใฝ่หากันนักหนา สำรองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scaphium macropodum Beaum. ชื่อเรียกตามพื้นบ้านที่รู้จักกันดี คือ พุงทะลายและท้ายเภา เป้นต้น ที่เรียกว่า พุงทะลาย ก็เพราะเปลือกบางๆที่หุ้มเมล็ดชั้นนอก มีสารเมือกจำนวนมาก เมื่อแช่น้ำจะพองตัวทะลักทลาย ออกมามากมาย มีลักษณะคล้ายวุ้น ส่วนคำว่า ท้ายเภา นั้นกล่อนมาจากคำว่า ท้ายสำเภา เพราะผลของสำรอง มีลักษณะแผ่เป็นแผ่นขนาดใหญ่( ซึ่งตรงกับความหมายในชื่อภาษาอังกฤษว่า macropodum นั้นเอง ) ซึ่งแตกตัวขณะยังอ่อนอยู่ และแตกด้านเดียวเป็นรูปโค้งคล้ายเรือสำเภา เมื่อเหล่าผลสำรองแก่ต้องลมพัดก็ปลิด ปลิวเลื่อนลอยกันไปเป็นพรวน เหมือนกลุ่มสำเภาน้อยล่องลอยตามสายลม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสรรพคุณทางยาของสำรองนั้นไม่เป็นรองใครเหมือนชื่อ หมอไทยแต่โบราณรู้จักนำทุก ส่วนของสำรองมาใช้ทำยา ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- ราก รสเฝื่อนเปรี้ยวเล็กน้อย แก้ไอ แก้ท้องเสีย รักษากามโรค แก้พยาธิผิวหนัง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- แก่นต้น รสเฝื่อน แก้โรคเรื้อน แก้กุฏฐัง แก้กามโรค &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- ใบ รสเฝื่อน แก้พยาธิ แก้ลม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- ผลและเมล็ด รสฝาดสุขุม แก้ไข แก้ตานซาง ตานขโมยในเด็ก แก้ท้องเสีย แก้ลมพิษ แก้ลม แก้ธาตุพิการ - เปลือกต้น รสเฝื่อน แก้ไข้ แก้ท้องเสีย จะเห็นได้ว่าสรรพคุณโดยรวมของต้นสำรอง คือ แก้ไอ แก้ไข้ และแก้ท้องเสีย ส่วนสรรพคุณแก้โรคเรื้อน กุฏฐัง โรคผิวหนัง และกามโรค ของรากและแก่นต้นสำรองนั้น น่าจะมีการศึกษาวิจัยในด้านการบรรเทาอาการโรค ผิวหนังในผู้ป่วยเอดส์ต่อไป อย่างไรก็ตาม ส่วนของสำรองที่นิยมใช้ประโยชน์กันในปัจจุบันคือ เมล็ดสำรอง โดยเฉพาะวุ้นที่ได้จากเปลือก หุ้มเมล็ดที่พองตัวเมื่อนำไปแช่น้ำ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สรรพคุณของวุ้นสำรองและวิธีการใช้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- แก้เจ็บคอแก้ไข้ ใช้ลูกสำรองราว 10-20 ลูก ต้มกับชะเอมจีนพอหวานจนได้น้ำยาเข้มข้น จิบน้ำสำรองบ่อยๆ ช่วยแก้ไข้เจ็บคอดีนัก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- แก้ไอขับเสมหะ ใช้ลูกสำรองแค่ 3-5 ลูกก็พอ เพียงแช่ลงในน้ำสัก 1 แก้ว จนพองเป็นวุ้นออกมา เติมน้ำตาล กรวดลงไปเพื่อแต่งรสให้หวานตามใจชอบ ดื่มทั้งเนื้อวุ้นและน้ำครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร ช่วงฝนตกทุกวันอย่างนี้ ไข้หวัดกำลังระบาดพร้อมกับอาการไอ เจ็บคอ มีเสมหะ จึงควรหาลูกสำรองมาประจำ บ้านไว้เพื่อทำเครื่องดื่มอุ่นๆ แก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ เนื่องจากอาการหวัดในหน้าฝนกันเถอะ และใน บางวันที่อากาศร้อนก็สามารถเรียกหาน้ำสำรองดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้ใจคอชุ่มชื่น กระปรี้ กระเปร่า ได้ ดีกว่าดื่มชาหรือกาแฟเป็นไหนๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- แก้ตาอักเสบ เนื่องจากวุ้นสำรองเป็นยาเย็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุอ่อนๆ จึงสามารถนำมาใช้รักษาตาอัก เสบได้ โดยนำผ้าก็อซชุบน้ำพอชุ่มชื้น แล้วนำไปวางทับบนตาที่อักเสบ จากนั้นจึงวางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดลูก สำรองลงบนผ้าก็อซ เปลือกหุ้มเมล็ดนั้นจะพองตัวเป็นวุ้นแทรกซึมในผ้าก็อซ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บตา ตาอัก เสบอย่างได้ผลมาแล้ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- แก้โรคอ้วน สรรพคุณลูกสำรองที่น้องๆธิดาช้างทั้งหลายควรสนใจ เนื่องจากฤทธิ์ในการระบายของวุ้น สำรองก็ดี หรือ การพองตัวของวุ้นสำรองที่คล้ายกับบุกก็ดี ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญ แบบทูอินวันของสมุนไพร ลดน้ำหนักอย่างลูกสำรอง ที่ควรจัดเป็นเมนูเครื่องดื่มประจำสำหรับสาวไดเอ็ททั้งหลาย ที่เจาะกลุ่มเป้าหมาย ไปที่สาวๆก็เพราะมีตัวเลขว่าคุณผู้หญิงเป็นโรคอ้วนมากกว่าคุณผู้ชายถึง 2 เท่า เดี๋ยวนี้ความอ้วนไม่ใช่ภาวะ ตุ้ยนุ้ยธรรมดาแล้ว แต่ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นภาวะของโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุไปสู้โรคอื่นๆอีกมาก มายที่ทำให้อายุสั้น เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;น้ำสำรองจึงเป็นเครื่องดื่มสุขภาพอีกตัวหนึ่ง ซึ่งควรสำรองไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีการนำวุ้นสำรองมาฟอกสีเพื่อผลิตรังนกเทียมส่งออกไปต่างประเทศ เช่น จีน และ ประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนสมุนไพรไทยโกอินเตอร์ แต่ที่น่าวิตก ก็คือ ลูกสำรองที่ ซื้อขายกันในท้องตลาด นับแต่อดีตจนปัจจุบัน พบว่าชาวบ้านยังใช้วิธีโค่นต้นสำรองเพื่อเก็บลูก ถ้าหากเป็น เช่นนี้ไม่นาน เราก็คงไม่เหลือลูกสำรองลูกสุดท้ายไว้ให้ลูกหลานได้ดู &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เวลานี้ทางจีนเองก็พยายามปลูกต้นสำรองไว้ เพื่อการค้าของตนเอง เพราะรู้ว่าสักวันหนึ่งแหล่งสำรองในไทย พม่า กัมพูชา และคาบสมุทรมาลายู คงจะสูญพันธุ์หาทำยายาก ดังนั้นพี่ไทยเองก็ไม่ควรประมาท ทั้งเกษตร ของภาครัฐและภาคประชาชนควรร่วมมือกันหาทางปลูกสำรองแบบไม้โตเร็ว เพื่อการค้าและยุติการทำลาย ต้นสำรองในป่าธรรมชาติ มิฉะนั้นแล้ว สมุนไพรที่มีวุ้นมหัศจรรย์ก็คงจะกลายเป็นเพียงตำนานสำหรับคนรุ่น หลัง และเมื่อถึงวันนั้นเราอาจจะต้องสั่งซื้อลูกสำรองจากประเทศจีนก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3843604560203873796?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3843604560203873796'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3843604560203873796'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='น้ำสำรอง ช่วยลดน้ำหนัก แก้ไอ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-1226377970995317693</id><published>2009-01-29T14:50:00.000-08:00</published><updated>2009-01-29T14:50:01.295-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักกุยช่ายสมุนไพรรักษาโรค'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กุยช่ายบำรุงน้ำนม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์จากกุยช่าย'/><title type='text'>ผักกุยช่ายสมุนไพรรักษาโรค</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผักกุยช่ายสมุนไพรรักษาโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผักกุยช่าย หรือ ผักไม้กวาด ที่นิยมรับประทานสด ๆ กับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย หรือผัดรับประทานกับข้าวสวยนั้น แล้วทราบหรือไม่ว่ายังเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และแก้ท้องผูก โดยใช้ใบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือนำไปผัดรับประทาน เพราะกุยช่ายมีใยอาหารมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- แก้อาการฟกช้ำ โดยใช้ใบสดตำละเอียดพอกบริเวณที่เป็น บรรเทาปวดและแก้อาการห้อเลือดได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย โดยใช้เมล็ดแห้งต้มรับประทาน หรือจะทำเป็นยาเม็ดหรือยาผงรับประทาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- รักษาโรคหูน้ำหนวก โดยใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดทาในรูหู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;- บำรุงน้ำนม คนไทยโบราณเชื่อว่าแม่ลูกอ่อนกินแกงเลียงใส่ผักหอมแป้นหรือกุยช่ายจะช่วยบำรุงน้ำนมได้ดีรู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมารับประทานผักกุยช่ายกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-1226377970995317693?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1226377970995317693'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1226377970995317693'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_29.html' title='ผักกุยช่ายสมุนไพรรักษาโรค'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3319320040967264254</id><published>2009-01-28T11:25:00.000-08:00</published><updated>2009-01-28T11:25:00.338-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชามะตูม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาเก็กฮวย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาเตยหอม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชารากบัว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาสะระแหน่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดื่มชาสมุนไพร'/><title type='text'>มาดื่มน้ำชาจากสมุนไพรกันเถอะ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;มาดื่มน้ำชาจากสมุนไพรกันเถอะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;            หลาย ๆ  ท่านอาจชื่นชอบการดื่มน้ำชาเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว  แต่บางท่าที่ไม่เคยดื่มน้ำชา  หรือไม่ชอบการดื่มน้ำชา  ควรฟังทางนี้คะ  เนื่องจากการดื่มน้ำชานั้นสามารถช่วยรักษาโรคได้  แต่ต้องเป็นน้ำชาสมุนไพรด้วยนะคะ  เรามาดูกันซิว่าน้ำชาสมุนไพรชนิดไหนสามารถช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;น้ำชาจากเถาวัลย์เปรียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ให้คุณนำเถาวัลย์เปรียบมาหั่นเป็นแว่น ๆ  จากนั้นนำมาคั่วให้หอมแล้วชงน้ำดื่ม  ช่วยให้ปัสสาวะคล่องขึ้นกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำชาจากเตยหอม&lt;br /&gt;นอกจากช่วยบำรุงหัวใจ  และขับปัสสาวะแล้ว  ยังมีกลิ่นหอมรับประทานอร่อยอีกด้วย  โดยให้คุณนำเตยหอม  หั่นไม่ต้องละเอียดมาก จากนั้นนำมาคั่ว  แล้วชงน้ำดื่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำชาจากเก็กฮวย&lt;br /&gt;            นำเก็กฮวย ตากแห้งชงในน้ำร้อนผสมกับมะลิแห้ง  ช่วยให้มีกลิ่นหอม  บำรุงประสาทและหัวใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นำชาจากรากบัว&lt;br /&gt;            นำรากบัวหั่นเป็นแว่น ๆ   ต้มกับน้ำจนกระทั่งเดือด  นำมาดื่มสามารถช่วยเรื่องระบบทางเดินหายใจ  แก้ไซนัส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำชาจากมะตูม&lt;br /&gt;            นำมะตูมดิบหั่นเป็นแว่น ๆ  แล้วนำไปตากแดดจนกระทั่งแห้ง  จากนั้นนำมาคั่วให้หอม  ชงน้ำดื่ม  ช่วยเจริญอาหาร  แก้จุกเสียดแน่นท้อง  ลดกรดในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำชาจากสระแหน่&lt;br /&gt;            น้ำชาชนิดนี้ใช้ผสมกับน้ำผลไม้อย่างน้ำส้ม  หรือน้ำมะนาว  โดยให้คุณเด็ดใบสะระแหน่เป็น   ใบ ๆ  โรยหน้าน้ำผลไม้  ช่วยให้มีกลิ่นหอม  ช่วยขับลม  แก้ท้องเฟ้อ  หรือจะนำใบสะระแหน่ฝรั่งตากแห้ง  ชงน้ำดื่มก็ได้คะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำชาจากดอกคำฝอย&lt;br /&gt;            ให้คุณนำดอกคำฝอยตากแห้งที่มีขายกันอยู่ทั่วไปนั่นแหละคะ  มาชงน้ำดื่ม  ดื่มเป็นประจำสามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้คะ&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3319320040967264254?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3319320040967264254'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3319320040967264254'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_28.html' title='มาดื่มน้ำชาจากสมุนไพรกันเถอะ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-6181318890709127481</id><published>2009-01-26T11:21:00.000-08:00</published><updated>2009-01-26T11:21:00.723-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปากกัดเปลือกผลไม้อันตราย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปากแกะผลไม้เกิดอันตราย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทานผลไม้ถูกวิธี'/><title type='text'>ใช้ปากแกะผลไม้...เกิดอันตราย</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ใช้ปากแกะผลไม้...เกิดอันตราย ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;การรับประทานผลไม้  อย่างถูกวิธีนั้นไม่ใช่เรื่องยากหรอกคะ  แต่ก็มีบางท่านที่ไม่ทราบหรือไม่รู้วิธีที่ถูกต้องเวลารับประทานผลไม้  อาจไม่ล้างผลไม้ให้สะอาดเสียก่อนที่จะนำมารับประทานนั่นคือ  สาเหตุที่ทำให้คุณติดเชื้อโรคที่เกิดจากการขนส่ง  ซึ่งส่งผลให้คุณคอบวมจากสารเคมีตกค้างดังกล่าวได้&lt;br /&gt;             &lt;br /&gt;ผลไม้ในบ้านเรามีให้เลือกรับประทานมากมาย  ทั้งผลไม้ที่มีเปลือกบางอย่าง  ฝรั่ง  แอปเปิล  สาลี่  ซึ่งสามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก  หรือผลไม้เปลือกหนาเช่น  เงาะ  ลิ้นจี่  ลำไย  ฯลฯ  บางท่านที่รับประทานไม่ถูกวิธี  อาจใช้ปากแทะแทนการปอกเปลือกด้วยมือ  อาจทำให้ได้รับสารเคมีที่ติดอยู่บนเปลือกของผลไม้อย่างเช่นการรับประทาน  ลำไย  โดยใช้ปากกัดเปลือก  แทนการใช้มือ  เนื่องจากลำไย  เป็นผลไม้ที่มีรสหวานจัด  หลังจากรับประทานเข้าไปเป็นจำนวนมาก  อาจรู้สึกเจ็บคอ  ร้อนใน   ตาแฉะ  บางครั้งอาจรู้สึกว่าคอบวม ระคายเคืองหลอดอาหาร  เนื่องจากลำไย เป็นผลไม้ที่มียางมาก  และถ้าไม่ล้างยางให้สะอาดเสียก่อน อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้&lt;br /&gt;              &lt;br /&gt;วิธีการรับประทานผลไม้อย่างถูกต้อง  คือ ก่อนรับประทานทุกครั้งควรล้างให้สะอาดเสียก่อน  ด้วยน้ำสะอาด  หรืออาจล้างด้วยน้ำเกลือ  (เจือจาง)  จากนั้นจึงนำมารับประทานได้ตามปกติ  ถ้าเป็นเงาะหรือผลไม้ที่เปลือกหนาที่ไม่สามารถใช้มือในการปอกเปลือกได้  ควรใช้มีดในการปอกทุกครั้ง&lt;br /&gt;              &lt;br /&gt;และถ้าเกิดอาการเจ็บคอหลังจากรับประทานผลไม้รสหวาน  อย่างทุเรียน  ลำไย  สามารถแก้อาการได้โดยจิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ  และรับปรานอาหารเหลว  อุ่น ๆ  อย่างข้าวต้ม  โจ๊ก  หรือซุป  เพื่อลดการระคายเคือง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-6181318890709127481?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6181318890709127481'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/6181318890709127481'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_26.html' title='ใช้ปากแกะผลไม้...เกิดอันตราย'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-1766089548559094269</id><published>2009-01-23T12:08:00.000-08:00</published><updated>2009-01-23T12:08:00.202-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาเชียวชะรอความชรา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์จากชาเขียว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กรีนทีเพื่อสุขภาพดี'/><title type='text'>กรีนที เพื่อสุขภาพดีอย่างธรรมชาติ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กรีนที เพื่อสุขภาพดีอย่างธรรมชาติ&lt;br /&gt;ใคร ๆ ก็ ว่าธรรมชาติมักสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดจริงแค่ไหนลองดูกรีนทีหรือชาเขียวซิ นอกจากอร่อยชื่นใจแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อการทำงานทุกระบบในร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นระบบประสา กล้ามเนื้อ ย่อยอาหาร เผาผลาญอาหาร ระบบหลอดเลือด และหัวใจ&lt;br /&gt;ใบชาเขียวธรรมชาติ มีสารประกอบตามธรรมชาติมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายทั้งสิ้น เช่น ประโยชน์ต่อระบบประสาท คือ ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว กระฉับกระเฉง สดชื่น ประโยชน์ต่อระบบการย่อยอาหาร ช่วยให้ร่างกายหลั่งน้ำย่อย การดื่มชาเขียวหลังอาหาร จึงช่วยให้คุณสดชื่น ไม่อึดอัด รวมทั้งยังมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อ โดยช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายคุณจึงไม่รู้สึกเหนื่อยง่ายอีกด้วย&lt;br /&gt;นอกจากนี้สารธรรมชาติในใบชาเขียวมีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ โดยช่วย ลดระดับคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ดังนั้น คนดื่มชาเขียวจึงมีหลอเลือดและหัวใจที่แข็งแรง&lt;br /&gt;และสุดท้ายซึ่งเป็นยอดปรารถนาของทุกคน คือ ชาเขียวมีผลต่อผิวพรรณ เพราะสารโพลีฟีนอลในชาเขียวช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระ จึงชะลอความชรา ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นอ่อนเยาว์ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ชาเขียวยังอุดมด้วยวิตามิน และสารที่ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ทำงานได้อย่างสมดุลอีกด้วย&lt;br /&gt;มีของวิเศษใกล้ตัวอย่างนี้แล้ว จะเฉยอยู่ได้ยังไง มาดื่มให้อร่อยชื่นใจ และรับประโยชน์จากใบชาเขียวธรรมชาติแท้ ๆ กันดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-1766089548559094269?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1766089548559094269'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1766089548559094269'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_23.html' title='กรีนที เพื่อสุขภาพดีอย่างธรรมชาติ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5144172249032245882</id><published>2009-01-22T12:03:00.000-08:00</published><updated>2009-01-22T12:03:01.167-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักทองต้านต่อมลูกหมาก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เมล็ดฟักทองบรรเทาต่อมลูกหมาก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักทองกับความงาม'/><title type='text'>ฟักทองลดไขมันในเลือด (จบ)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เมล็ดฟักทอง บรรเทาต่อมลูกหมากโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำมันเมล็ดฟักทองเป็นส่วนประกอบของยาพื้นบ้านที่ใช้ดูแลสุขภาพต่อมลูกหมาก มีงานวิจัยสนับสนุนประสิทธิภาพการใช้เมล็ดฟักทองรักษาอาการต่อมขึ้นไปอาจมีต่อมลูกหมากโต (benign prostatic hyperplacia) ชายวัย 55 ปี และกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะไม่แข็งแรงพอจะบีบต้านแรงกดของต่อมลูกหมาก จึงทำให้เกิดมีอาการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ โรคนี้อาจพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ชายสูงอายุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานวิจัยสารสกัดเมล็ดฟักทองกับการทำงานของแอนโดรเจน รีเซปเตอร์ซึ่งมีผลควบคุมการเจริญของลูกหมาก จากใช้สารสกัดเมล็ดฟักทองกับชุดตรวจวัดแอนโดรเจน รีเซปเตอร์ รีพอร์ตเตอร์ยีน พบว่าสารสกัดจากเมล็ดฟักทองมีผลต้านฤทธิ์แอนโดรจีนิก (antiandrogenic effect) จริง การบริโภคเมล็ดฟักทองจึงอาจมีผลดีต่อผู้ที่มีอาการต่อมลูกหมากโตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟักทองกับความงามผิวพรรณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอนไซม์จากเนื้อฟักทองบด (รวมเมล็ด) มีความสามารถในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีสารต้านออกซิเดชั่น วิตามิน และแร่ธาตุจำเป็นที่ผิวต้องการ เมล็ดฟักทองมีวิตามินอี กรดไขมันไม่อิ่มตัว และสเตอรอล จึงช่วยในการรักษาความชุ่มชื้นและซ่อมแซมผิว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พืชสามัญเช่นฟักทองนี้ดีอยู่ในตัวพอดู ลองชวนคุณพ่อบ้านบริโภคเมล็ดฟักทองขณะดูโทรทัศน์ เพื่อสุขภาพที่ดีในวันหน้าไหมคะ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5144172249032245882?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5144172249032245882'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5144172249032245882'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_22.html' title='ฟักทองลดไขมันในเลือด (จบ)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-4366172570779020597</id><published>2009-01-21T11:59:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T11:59:01.736-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คุณค่าทางโภชนาการของฟักทอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารอาหารจากฟักทอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักทองให้แคลเซียม'/><title type='text'>ฟักทองลดน้ำตาลในเลือด (2)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;คุณค่าทางโภชนาการของฟักทองดิบ&lt;br /&gt;ฟักทองดิบคุณค่าทางอาหารต่อ  100  กรัม&lt;br /&gt;พลังงาน  10  กิโลแคลอรี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาร์โบไฮเดรต                                                                             6.4             กรัม&lt;br /&gt;·       น้ำตาล                          1.36           กรัม&lt;br /&gt;·       เส้นใย                           0.5             กรัม&lt;br /&gt;ไขมัน                                                                                        0.1             กรัม&lt;br /&gt;·       อิ่มตัว                            0.05           กรัม&lt;br /&gt;·       Monounsaturated         0.01           กรัม&lt;br /&gt;·       Polyunsaturated           0.01           กรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรตีน                                                                                       1.0             กรัม&lt;br /&gt;บีตาแคโรทีน                              369           ไมโครกรัม                ร้อยละ  41&lt;br /&gt;วิตามีนบี 1                                 3,100         ไมโครกรัม                ร้อยละ  29&lt;br /&gt;วิตามีนบี 2                                 0.05          มิลลิกรัม                  ร้อยละ  4&lt;br /&gt;วิตามีนบี 3                          0.110         มิลลิกรัม                  ร้อยละ  7&lt;br /&gt;วิตามีนบี 4                          0.6             มิลลิกรัม              ร้อยละ  4&lt;br /&gt;วิตามีนบี 5                                 0.298         มิลลิกรัม                  ร้อยละ  6&lt;br /&gt;วิตามีนบี 6                                 0.061         มิลลิกรัม                  ร้อยละ  5&lt;br /&gt;โฟเลต                                       16             ไมโครกรัม                ร้อยละ  4&lt;br /&gt;วิตามีนซี                                      9              มิลลิกรัม                  ร้อยละ  15       &lt;br /&gt;วิตามินอี                                    1.06           มิลลิกรัม                  ร้อยละ  7&lt;br /&gt;แคลเซียม                                  21              มิลลิกรัม                  ร้อยละ  2&lt;br /&gt;เหล็ก                                         0.8             มิลลิกรัม                  ร้อยละ  6&lt;br /&gt;แมกนีเซียม                                12              มิลลิกรัม                  ร้อยละ  3&lt;br /&gt;ฟอสฟอรัส                                 44              มิลลิกรัม                  ร้อยละ  6&lt;br /&gt;โพแทสเซียม                               340            มิลลิกรัม                  ร้อยละ  7&lt;br /&gt;โซเดียม                                        1             มิลลิกรัม                  ร้อยละ  0&lt;br /&gt;สังกะสี                                      0.32           มิลลิกรัม                  ร้อยละ  3&lt;br /&gt;ร้อยละ  ตามคำแนะนำของ  USDA&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“น้ำตาลโพลีแซ็กคาไรด์ที่ตรึงกับโปรตีนในเนื้อฟักทอง  มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำมันเมล็ดฟักทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ใช้ปรุงอาหารได้  ใช้ในประเทศแถบยุโรปตะวันออกและตอนกลาง  น้ำมันเมล็ดฟักทอง  (ร้อยละ  42.2  ตามน้ำหนัก)  มีวิตามินอี  กรดไขมันไม่อิ่มตัว  มีการใช้น้ำมันเมล็ดฟักทองในการป้องกันต่อมลูกหมากโต  ลดความดันเลือด  ลดอาการคลอเลสเตอรอลสูง  โรคปวดข้อเข่าช่วยสมรรถภาพกระเพาปัสสาวะ  ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน  และใช้ในผู้ป่วยมะเร็ง  กระเพาะอาหาร  เต้านม  ปอด  และลำไส้ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ปริมาณน้ำมันมีร้อยละ  11 -13  ปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวมีร้อยละ  73 -81  ที่พบมากคือกรดไบโนเลอิกโอเลอิก  ปาล็มมิติก  และสเตอริก  พบอัลฟ่า – แกมม่า – และเดลต้า – โทโคฟีรอลในปริมาณ  27.1 – 75.1 ,  74.9 – 492.8   และ  35.3 – 1,109.7  มิลลิกรัมต่อกรัม  น้ำมันตามลำดับซึ่งเป็นปริมาณที่สูง  ปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวและวิตามินอีทำให้เมล็ดฟักทองเป็นอาหารที่เสริมคุณค่าโภชนาการอาหารประจำวันได้ดีมากชนิดหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-4366172570779020597?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/4366172570779020597'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/4366172570779020597'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/2_21.html' title='ฟักทองลดน้ำตาลในเลือด (2)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7813281668544777300</id><published>2009-01-20T11:55:00.000-08:00</published><updated>2009-01-20T11:55:01.590-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักทองมีธาตุสังกะสี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักทองลดน้ำตาลในเลือด'/><title type='text'>ฟักทองลดน้ำตาลในเลือด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ฟักทองลดน้ำตาลในเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            “ฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูง  แต่ให้พลังงานต่ำ&lt;br /&gt;            จึงเหมาะแก่ผู้ที่ต้องควบคุมอาหาร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์          Cucurbita  moschata  Duchesne   &lt;br /&gt;ชื่อสามัญ                 Winter  squash,  Buttercup  squash  หรือ  Pumpkin&lt;br /&gt;วงศ์                        Cucurbitaceae&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบฟักทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ประเทศไทยและประเทศในทวีปแอฟริกามีการกินใบอ่อนของฟักทองและฟักทอง       ฮัลโลวีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ใบฟักทองฮัลโลวีนมีธาตุสังกะสี (0.8 มก.)  เหล็ก  (10.1 มก.)  แคลเซียม  (0.07  มก.)  กรัมต่อ  100  กรัม  ผัดกับน้ำมันจะดูดซึมได้ดีในร่างกายมนุษย์  เพราะวิตามินเอละลายในน้ำมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลฟักทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            มีลักษณะทรงแบนสีเขียวเข้ม  หนัก  1 -2  กิโลกรัม  เนื้อในสีเหลืองส้ม&lt;br /&gt;               ประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบอาหารจากผลสุกฟักทองนี้หลายชนิด  โดยอบ  ย่าง  และบดใส่ซุปเหมือนกับฟักทองฮัลโลวีน&lt;br /&gt;               ประเทศบราซิลและแอฟริกานิยมปรุงเป็นซุป&lt;br /&gt;               ประเทศญี่ปุ่นนำมาชุบแป้งทอดเป็นเทมปุระ&lt;br /&gt;               ประเทศไทยนำมาประไทยนำมาประกอบอาหารไทยผัดใส่ไข่  ทำแกงเผ็ดฟักทองน้ำข้นมีรสดี  ฝานบางอบแห้งทำข้าวเกรียบ  หรือบรรจุด้วยสังขยานึ่งขนมหวาน  สามารถนำเนื้อไปทำขนมพายได้เหมือนฟักทองฮัลโลวีน&lt;br /&gt;               &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เนื่องจากฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูงแต่ให้พลังงานต่ำจึงเหมาะแก่ผู้ที่ต้องควบคุมอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำจากเนื้อฟักทองลดน้ำตาลในเลือด&lt;br /&gt;            &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนพบว่า  น้ำตาลโพลีแซ็กคาไรด์ที่ตรึงกับโปรตีนในเนื้อฟักทองมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด  น้ำตาลดังกล่าวละลายได้ในน้ำคั้นผลฟักทอง  เมื่อทดสอบกับหนูที่เป็นเบาหวานจากสารอัลล็อกซาน  พบว่า  น้ำตาล – โปรตีนดังกล่าวเพิ่มระดับอินซูลินในซีรั่ม  ลดระดับน้ำตาลในเลือด  และเพิ่มการทนกลูโคส  (glucose  tolerance)  สารสกัดน้ำตาลดังกล่าวในปริมาณ  1,000  มก. / กก.  น้ำหนัก  ให้ผลดีกว่าการให้ปริมาณต่ำ ๆ  และดีกว่ากลุ่มที่ได้รับยาเบาหวาน  จึงสามารถนำผลการศึกษาไปใช้กับผู้ป่วยเบาหวานได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมล็ดฟักทอง&lt;br /&gt;            &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;คั่วและกินเป็นอาหารขบเคี้ยวได้  มีธาตุเหล็กสังกะสี  โพแทสเซียม  แมกนีเซียม  และกรดไขมันจำเป็น&lt;br /&gt;            &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เมล็ดฟักทอง  1  กรัม  มีกรดอะมิโนทริปโทเฟนมากเท่ากับที่มีในนมสดหนึ่งแก้ว&lt;br /&gt;            เมล็ดฟักทองมีน้ำมันที่อุดมไปด้วยสารแกมม่าโทโคฟีรอล  (รูปหนึ่งของวิตามินอี)  สารนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุมูลอิสระที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ  จึงสามารถชะลอความแก่ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;            “เมล็ดฟักทอง  1  กรัม  มีกรดอะมิโนทริปโทเฟนมากเท่ากับที่มีในนมสดหนึ่งแก้ว”&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7813281668544777300?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7813281668544777300'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7813281668544777300'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_20.html' title='ฟักทองลดน้ำตาลในเลือด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5373171789015513356</id><published>2009-01-18T11:50:00.000-08:00</published><updated>2009-01-18T11:50:01.471-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คุณประโยชน์ของน้ำผึ้ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้เรื่องน้ำผึ้ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='น้ำผึ้งป่า'/><title type='text'>ความรู้เรื่องน้ำผึ้งRaw  Organic  Honey</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ความรู้เรื่องน้ำผึ้งRaw Organic Honey&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;น้ำผึ้งเป็นอาหารของมนุษย์ยาวนาน และถือเป็นของมีค่าสูงในแต่ละยุค สรรพคุณของน้ำผึ้งเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในหลาย ๆ ประเทศ กว่าจะมาเป็นน้ำผึ้ง 1 กิโลกรัมนั้น ผึ้งงานจะต้องเก็บน้ำหวานจากดอกไม้กว่าล้านดอก คุณประโยชน์ของน้ำผึ้งจึงมีมากมากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำผึ้งป่าและน้ำผึ้งเลี้ยงต่างกันอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;น้ำผึ้งป่าเกิดจากการที่ผึ้งโบยบินไปตามทุ่งน่าป่าดงที่มีดอกไม้ เพื่อดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ต่าง ๆ มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นน้ำผึ้งบริสุทธิ์ ซึ่งกระบวนการผลิตน้ำหวานของดอกไม้นั้น รากของต้นไม้จะดูดสารอาหารจากดินไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของลำต้นและใบ จนกลั่นออกมาเป็นน้ำหวานทางดอก จึงเรียกได้ว่า น้ำผึ้งเป็นยอดของอาหารจากธรรมชาติอันแสนวิเศษ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เพราะมีสารอาหารมากมาย อาทิ น้ำ ฟรุกโทส กลูโคส อีกทั้งยังมีกรดอะมิโน และแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โพแทสเซียม และแมกนีเซียม แร่ธาตุในน้ำผึ้งและสีของน้ำผึ้ง จะแตกต่างกันไปตามแหล่งที่มาของพืชพันธุ์ และชนิดของน้ำผึ้ง สีของน้ำผึ้งตั้งแต่สีเหลืองเข้มถึงสีเหลืองอ่อน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ส่วนน้ำผึ้งจากผึ้งเลี้ยง นอกจากน้ำหวานที่ได้จากเกสรดอกไม้แล้ว ผู้เลี้ยงยังต้องเสริมน้ำหวานจากน้ำตาล และเกสรเทียมเมื่อเกิดการขาดแคลน ซึ่งส่งผลไม้แร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีอยู่ในน้ำผึ้งเลี้ยงด้อยคุณค่ากว่าน้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งที่ได้จากผึ้งป่า ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการเพราะมาจากธรรมชาติแท้ ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำผึ้งป่ามีลักษณะอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เมื่อใส่น้ำผึ้งป่าไว้ในขวด แล้วทิ้งไว้สักพัก จะพบว่ามีเกสรดอกไม้ลอยอยู่ด้านบน อันเป็นคุณลักษณะตามธรรมชาติของน้ำผึ้งป่า เนื่องจากผึ้งป่าสามารถดันตัวเองให้ไหลออกจากขวดได้ ด้วยคุณประโยชน์หลากหลายนี้ น้ำผึ้งจึงเป็นสิ่งที่คุณค่าอย่างมากมายสำหรับมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำผึ้งที่ไม่ผ่านความร้อน (Raw Orgonic Honey) มีประโยชน์อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;น้ำผึ้งที่ไม่ผ่านความร้อน จะยังคงคุณของวิตามิน แร่ธาตุ เอนไซน์ และเกสรผึ้ง (Pollen) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความร้อนชื้นสูง น้ำผึ้งจึงความชื้นสูง โดยเฉพาะในฤดูฝน น้ำผึ้งที่เก็บในช่วงนี้มีความชื้นสูง จึงต้องนำไปอบความร้อน เพื่อไล่ความชื้น แต่น้ำผึ้งเดือน 5 ซึ่งมีความชื้นต่ำสุดในรอบปี จึงเป็นน้ำผึ้งที่คนไทยหลายยุคสมัยถือว่าเป็นน้ำผึ้งคุณภาพสูงสุดของประเทศ และน้ำผึ้งที่เก็บในช่วงนี้ไม่ต้องผ่านกระบวนการอบความร้อน จึงยังคุณค่าตามธรรมชาติ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5373171789015513356?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5373171789015513356'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5373171789015513356'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/raw-organic-honey.html' title='ความรู้เรื่องน้ำผึ้งRaw  Organic  Honey'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-7202471113887736443</id><published>2009-01-17T13:22:00.000-08:00</published><updated>2009-01-17T13:22:00.422-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักข้าวฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค'/><title type='text'>ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง(จบ)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้ผลิตเป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไมโครกรัม / น้ำหนักผล เนื้อผล เยื่อเมล็ด&lt;br /&gt;บีตาแคโรทีน 22.1 101&lt;br /&gt;ไลโคพีน 0.9 380&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไลโคพีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบได้ในผักและผลไม้บางชนิด ทำหน้าที่เป็นรงควัตถุรวบรวมแสงให้แก่พืช และป้องกันพืชผักจากออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว (อนุมูลอิสระ) และแสงที่จ้าเกินไป การกินไลโคพีนที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นได้รับการพิสูจน์จากวงการแพทย์ ว่ามีผลลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร เนื่องจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีไลโคพีนมากกว่าผลไม้อื่น ๆ ทุกชนิด จึงถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งจากฤทธิ์ของไลโคพีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลไม้ ปริมาณไลโคพีน&lt;br /&gt;ไมโครกรัม / กรัม นน.ผล&lt;br /&gt;มะเขือเทศสุก 31&lt;br /&gt;แตงโม 41&lt;br /&gt;ฝรั่ง 54&lt;br /&gt;ส้มโอ 33.6&lt;br /&gt;เยื่อเมล็ดฟักข้าว 380&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า 1,200 ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่าง ๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง&lt;br /&gt;ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้ง ผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการ และใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระจึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลายกล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศเวียดนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลับฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีงานวิจัยของมหาวิทยาลับมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี – เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานวิจัยอื่นของไทยและตางประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลซิน – เอส และโคลซินิน – บี มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรดอะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใชพัฒนาเภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหา ใช้รากบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเพณีล้านนาของไทยใช้ฟักข้าวในการดำหัว (คือการสระผม) สตรีล้านนา ดำหัวสัปดาห์ละครั้ง “ยาสระผม” ผลประคำดีควายหมกไฟพอให้สุกรากของต้นฟักข้าว รากแหย่งบดหยาบทั้งหมดผสมกับน้ำอุ่นหมักผมไว้สักระยะหนึ่งแล้วจึงล้างออก จะทำให้แก้คันศีรษะ แก้รังแค แก้ผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็งและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกไม้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อในปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-7202471113887736443?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7202471113887736443'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/7202471113887736443'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_17.html' title='ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง(จบ)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-895481720028638575</id><published>2009-01-16T13:16:00.000-08:00</published><updated>2009-01-16T13:16:01.586-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารอาหารของฟักข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักข้าวเบตาแคโรทีนมากกว่า'/><title type='text'>ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง(2)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ผลอ่อนฟักข้าว / 100 กรัมน้ำหนักสัดส่วนที่กินได้&lt;br /&gt;มวลแห้ง 7 กรัม&lt;br /&gt;ใยอาหาร 1.03 กรัม&lt;br /&gt;น้ำตาล 1.8 กรัม&lt;br /&gt;โปรตีน 0.94 กรัม&lt;br /&gt;วิตามินซี 0.04 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;บีตาแคโรทีน 91 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;แคลเซียม 23 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;เหล็ก 0.34 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“น้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณเบตาแคโรทีนมากกว่าแครอต 10 เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ 10 ของมวง การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อใช้เยื่อฟักข้าวเสริมอาหารให้กับเด็กก่อนวัยเรียนในงายวิจัยในประเทศเวียดนาม พบว่าเด็กในกลุ่มมีปริมาณบีตาแคโรทีนและไลโคพีนในพลาสมาสูงขึ้น และกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นของเฮโมโกลบินต่ำมีความเข้มข้น เพิ่มขึ้นด้วย จึงแนะนำให้ผู้มีเลือดจางกินข้าวหุงเยื่อเมล็ดฟักข้าวสุกด้วย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-895481720028638575?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/895481720028638575'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/895481720028638575'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/2_16.html' title='ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง(2)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-2960436854839392915</id><published>2009-01-15T13:12:00.001-08:00</published><updated>2009-01-15T13:12:02.078-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลักษณะของฟักขาว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟักข้าว อาหารต้านมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถิ่นกำเนิดฟักข้าว'/><title type='text'>ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง(1)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ฟักข้าว อาหารต้านมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟักข้าว Momordica cochinchinnensis (Lour.) Spreng.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระคือวงศ์ Cucurbitaceae&lt;br /&gt;ชื่อเรียกอื่น คือ ขี้กาเครือ (ปัตตานี) ผักข้าว (ตาก ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) แก๊ก (Gac เวียดนาม) Baby Jackfruit, Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, และ Cochinchin Gourd&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้านเรือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟักข้าว เป็นไม้เถาเลื้อยพัน มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียบแบบสลับ ใบรูปหัวใจ หรือรูปไข่ กว้างยาวเท่ากันประมาณ 6 -15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึก เป็นแฉก 3 – 5 แฉก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดอก เป็นดอกเดียวพบที่ซอกใบ ต้นแยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง ใบประดับมีขน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผล อ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยไม่ต้องถูกผสม เมื่อผลสุกจะมีสีแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟักข้าวเริ่มมีดอกหลังแยกรากปลูกประมาณ 2 เดือน เริ่มผลิตดอกราวเดือนพฤษภาคมและให้ดอกจนถึงราวเดือนสิงหาคม ผลสุกใช้เวลาประมาณ 20 วัน และใน 1 ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลฟักข้าวได้ 30 -60 ผล โดยเก็บผลสุกได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลของฟักข้าวมี 2 ชนิด ผลยาวมีขนาดยาว 6 -10 เซนติเมตร ส่วนผลกลมยาว 4 -6 เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนสีเขียวมีหนามถี่ เปลี่ยนเป็นสีส้มแก่หรือแดงเมื่อผลสุก แต่ละผลหนักตั้งแต่ 0.5 – 2 กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ประเทศเวียดนามมักปลูกฟักข้าวพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหาร แต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงนิยมใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้มภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด (มีน้ำมัน) เป็นยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟักข้าว 1 ผล จำเยื่อสีแดงราว 200 กรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ทางโภชนาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีขาวเป็นอาหารรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามถือว่าสีขาวเป็นสีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมลคงต่องานเทศกาลต่าง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อมเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วยจึงว่าเป็นของแท้ ถึงกับมีการหุงข้าวใส่สีผสมอาหารสีแดงเลียนแบบการใช้ฟักข้าวนอกฤดูกาลก็มี เชื่อว่าบำรุงสายตา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-2960436854839392915?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2960436854839392915'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2960436854839392915'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/1.html' title='ฟักข้าว  อาหารต้านมะเร็ง(1)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-2821485984553407784</id><published>2009-01-09T00:29:00.000-08:00</published><updated>2009-01-09T00:29:01.030-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อัศจรรย์จากมะนาว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กินมะนาวเลิกบุหรี่ภายใน 2 สัปดาห์'/><title type='text'>อัศจรรย์เคี้ยว “มะนาว” เลิกบุหรี่ใน 2 สัปดาห์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อัศจรรย์เคี้ยว “มะนาว” เลิกบุหรี่ใน 2 สัปดาห์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;อัศจรรย์ “มะนาว” ช่วยลดสารนิโคติน เลิกบุหรี่ได้ใน 2 สัปดาห์ แนะ กินมะนาวพร้อมเปลือก เคี้ยวนานๆ 3-5 นาที ทุกครั้งที่อยากบุหรี่ ทำให้สูบรสบุหรี่ไม่อร่อย ขม เฝื่อน จนไม่อยากสูบอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผศ.กรองจิต วาทีสาธกกิจ ที่ปรึกษามูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวในการประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 7 เรื่อง “เยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมใจ ต้านภัยบุหรี่” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ว่า จากผลการวิจัยพบว่า ในวิตามินซีจะมีสารที่ช่วยลดความอยากของนิโคตินได้ และช่วยฟื้นฟูร่างกายที่ทรุดโทรมให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า จึงมีการนำใช้เพื่อช่วยเลิกบุหรี่ โดยเทคนิคการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว ที่มีวิตามินซีสูง โดยเฉพาะมะนาว พบว่า เมื่อนำไปใช้แล้วมีประสิทธิภาพได้ผลดีมาก เนื่องจากมะนาวมีผลต่อการทำงานของต่อมรับรสขม ทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผศ.กรองจิต กล่าวต่อว่า วิธีการกินมะนาวช่วยเลิกบุหรี่ ต้องหันมะนาวเป็นชิ้นเล็กๆให้มีเปลือกติดมาด้วย ขนาดเท่าหัวแม่โป้ง หรือ พอคำ เมื่อมีความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ ให้กินมะนาวแทน โดยอมแล้วค่อยดูดความเปรี้ยว จากนั้นเคี้ยวเปลือกอย่างช้าๆ นาน 3-5 นาที จะมีผลทำให้ลิ้นข่ม เฝื่อน จากนั้นดื่มน้ำ 1 อึก นอกจากช่วยลดความอยากนิโคตินแล้ว เมื่อสูบบุหรี่จะทำให้รสชาดบุหรี่เปลี่ยนขมจนไม่อยากสูบ และสามารถกินมะนาว หรือผลไม้ชนิดอื่นที่มีความเปรี้ยวมากๆ ได้ทุกครั้งที่เกิดความอยากบุหรี่ แต่เมื่อเทียบกัน พบว่ามะนาวจะได้ผลดีที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การเลิกบุหรี่ ด้วยการกินมะนาวส่วนใหญ่จะสามารถเลิกบุหรี่ได้ภาย ใน 2 สัปดาห์ และไม่อยากบุหรี่อีก ถือว่าชนะนิโคตินได้ มีการนำไปทดลองกับนักเรียน หลายคนที่ได้ทดลองวิธีนี้ จะรู้สึกว่าสูบบุหรี่แล้วไม่อร่อย รสชาดไม่เหมือนเดิม ทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่อีก อย่างไรก็ตาม แม้อาการทางกาย คือ ความอยากจะหมดไปแต่ อาการทางใจบางครั้งจะยังมีอยู่ เช่น เศร้า หงุดหงิดเหมือนคนอกหัก คนรอบข้างต้องให้กำลังใจ และตั้งใจเลิกอย่างเด็ดขาด จะสามารถเลิกได้อย่างแน่นอน”ผศ.กรองจิต กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน นางอนงค์ พัวตระกูล อาจารย์โรงเรียนบางมดวิทยา 'สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์' ซึ่งได้รับ รางวัลควบคุมยาสูบแห่งชาติ ประเภท สถานศึกษาปลอดบุหรี่ กล่าวว่า จากการทำค่ายลดละเลิกบุหรี่ โดยนำนักเรียนที่สูบบุหรี่จำนวน 75 คน มาทำกิจกรรมโดยให้ความรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ และให้เด็กใช้เวลาในการเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง ประมาณ 3-7 วัน รวมทั้งใช้วิธีการเคี้ยวมะนาวเพื่อช่วยลดความอยากสูบบุหรี่ พบว่า ร้อยละ 75 จะสูบไปครั้งคราว เมื่อผ่าน 2 สัปดาห์ จะมีเด็กที่เลิกสูบเด็ดขาด ร้อยละ 50 และภายใน 1 ปี มีเด็กเพียง ร้อยละ 30 ที่กลับไปสูบอีก โดยปัจจัยเสริมที่ทำให้เลิกได้พบว่า หากเป็นเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงก็จะเลิกง่ายกว่าเด็กที่หัวอ่อนตามเพื่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;“ภายใน 2 สัปดาห์ พบว่าการติดตามพฤติกรรมร่วมกับ การใช้มะนาวช่วยเลิกบุหรี่ สามารถทำให้เด็กลด และเลิกบุหรี่ได้นอกจากนี้ ต้องมีคนให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ซึ่งโรงเรียนต้องใช้ทั้งไม้อ่อน ไม้แข็งในการดูแลเด็ก มีการทำโทษ แจ้งผู้ปกครอง หรือแม้แต่การให้ไปเสียค่าปรับที่โรงพักก็เคยมี เนื่องจากการเลิกบุหรี่ในเด็กกับผู้ใหญ่มีความแตกต่างกัน ส่วนใหญ่ที่เลิกได้จริง ก็จะเกิดจากความตระหนักรู้เกี่ยวกับพิษภัย และไม่กลับมาสูบบุหรี่อีกตลอดไป”นางอนงค์ กล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : bangkok health &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-2821485984553407784?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2821485984553407784'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2821485984553407784'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/2.html' title='อัศจรรย์เคี้ยว “มะนาว” เลิกบุหรี่ใน 2 สัปดาห์'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3702772578760271541</id><published>2009-01-08T00:00:00.000-08:00</published><updated>2009-01-08T00:00:00.647-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์มากมายจากผักกาด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักกาดดอกช่วยป้องกันมะเร็ง'/><title type='text'>ประโยชน์มากมายจากผักกาด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ประโยชน์มากมายจากผักกาด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ผักกาด จัดเป็นผักประเภทกินใบ ได้แก่ ผักกาดขาว ผักกาดดำ ซึ่งถือว่าเป็นผักพื้นเมืองในไทย ดองได้อร่อยกว่าผักดองเปรี้ยวเค็มชนิดอื่น ผักกาดขาวปลีที่ชาวไร่ปลูกขายในโรงงาน ปรุงสดๆ จะขมเฝื่อน แต่ถ้าดองแล้วรสชาติดี กรอบไม่ยุ่ย เก็บไว้ได้นานไม่เสีย หากปลูกกันมาก จะมีราคาถูก ต่ำสุดอยู่ที่ กก.ละ 30 สตางค์ หากในหน้าแล้งปลูกน้อย ราคาจะแพงถึง กก.ละ 5 บาทเลยทีเดียว กะหล่ำปลีและผักกาดกวางตุ้งอยู่ในตระกูลเดียวกัน ปลูกกันมากที่สุดในประเทศจีน สามารถนำมาทำเป็นแกงผักกาดจอและทำมัสตาร์ดขายไปทั่ว คะน้า ก็เป็นผักกาดอย่างหนึ่ง เชื่อว่ามีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกได้แข็งแรง และผักกาดโสภณ หรือผักฮ่องเต้ จะมีราคาแพงหน่อย แต่ก็มีสารอาหารพอๆ กัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ผักกาดกินดอก เช่น กะหล่ำดอก ในทางวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่า อุดมไปด้วยสารต่างๆ ที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง คนไทยในอดีต จึงคั้นเอาแต่น้ำสดๆ อมกลั้วคอ รักษาอาการร้อนใน และทารักษาโรคเรื้อนกวาง บร็อคโคลี่ ก็นับว่าเป็นตระกูลเดียวกับผักกาด มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กะหล่ำดอกอิตาเลียน&lt;br /&gt;ผักทั้ง 2 ชนิดนี้ ดอกกะหล่ำสวยๆ ขาวๆ ชาวสวนจะใช้ยาฆ่าแมลงและยากันเชื้อราฉีดลงไปทุกๆ วันนกว่าจะตัดขาย ซึ่งถ้าไม่ทำเช่นนั้นแล้ว ผักก็จะถูกหนอนเจาะ และเชื้อดำระบาดบนดอก ซึ่งจะต้องหมั่นล้างและแช่ผักเพื่อให้สารเคมีของยาฆ่าแมลงหมดไป บร็อคโคลี่ กินได้สบายปาก แมลงมักไม่ค่อยะมารังควานเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังไม่เป็นที่นิยมรับประทานกันสักเท่าไหร่ จึงปลูกน้อย รวมทั้งปลูกให้ดูดีก็ยาก เพราะชอบอากาศที่หนาวเย็นมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผักอีกอย่างที่อยู่ในตระกูลเดียวกับผักกาด ก็คือ หัวผักกาด ซึ่งกินแต่ส่วนหัว เช่น นำมาทำแกงจืด แกงส้ม หัวไชเท้า และดองไชโป๊หวาน และโหระพา ซึ่งเด็ดเอาแต่ใบ ล้างและแช่น้ำให้สดและกรอบ&lt;br /&gt;สำหรับคุณค่าอาหารในผักกาด ที่เก็บมาฝากก็มีดังต่อไปนี้ บร็อคโคลี่ ซึ่งมีพลังงานมากกว่าผักชนิดอื่นๆ รองลงมา ก็คือ คะน้า หัวไชโป๊ กะหล่ำดอก ผักกาดขาวปลี(อีลุ้ย) และกวางตุ้ง ส่วนผักกาดหอม(ผักสลัด) ผักกาดแก้วที่ปลูกบนดอยสูง กับผักกาดนกเขา ไม่จัดเป็นผักในวงศ์เครือญาติของผักกาด ฝรั่งได้บอกว่า มันเป็นผักกาดปลอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากอยากจะทานผักกาดให้อร่อย ต้องปรุงให้สุกอย่างเร็ว โดยใส่ลงไปในน้ำเดือดจัดๆ ประมาณ 3 นาที ยกลงออกจากเตา หรือผัดด้วยไฟแรง และถ้าต้องการทำสลัด ก็ฉีกด้วยมือ ผักจะสดกรอบดีกว่าหั่นมีด&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า ผักตระกูลผักกาด เป็นผักที่รักษาโรคครอบจักรวาล จึงแนะนำให้รับประทานผักอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยป้องกันกระดูกพรุน หูตาที่ฝ้ามัว ป้องกันมะเร็ง หรือกินคะน้าที่สร้างเสริมกระดูกให้แข็งแรง จึงขึ้นชื่อว่า ผักสร้างกระดูก สารสำคัญที่พบในผักเหล่านี้ ก็คือ ซันโฟราเฟน (sulforaphane) สารผลึกอินโดลส์ (indoles) กรดธรรมชาติโฟลิก (folic acid) และกำมะถัน (sulphur)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แพทย์แผนไทยโบราณ ได้จัดผักกาดเป็นสมุนไพร ซึ่งสามารถนำผักจำพวกผักกาดต้มน้ำ ดื่มแก้เจ็บคอ หยดเป็นยาล้างแผลเรื้อรัง หอบหืด อีกวิธีหนึ่งคือ บดผักกาดหรือกวางตุ้ง คั้นเอาแต่น้ำ1 ถ้วย เทลงไปในน้ำเดือดจัด 2 ช้อนโต๊ะตั้งบนไฟ รีบยกออก ทิ้งไว้ให้อุ่น ดื่มแทนน้ำเสริมพลังงาน ลดอาการแก่ชราที่ความจำไม่ค่อยดีได้ ซึ่งเป็นแบบอย่างของจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จีน เป็นชาติที่น่านับถือในเรื่องการดูแลสุขภาพ เห็นว่ามีการตั้งโรงงานผลิตน้ำผักกาดสกัดเป็นแคบซูลขาย ซึ่งเป็นอาหารเสริม นับว่าสะดวกอย่างมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถลวกใบผักกาดขาว ตัดเป็นชิ้นๆ โรยกับเกลือ น้ำส้ม น้ำตาล เหยาะน้ำมันงาบริสุทธิ์ 1 ช้อนชา หมักประมาณ 10 นาที ทานกับข้าวต้มทุกวัน จะฟื้นตัวจากไวรัสตับอักเสบบีได้รวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผักกาดเขียวปลี ครึ่งกก. เต้าหู้ขาว 3 ชิ้น มะขามป้อมลูกโต 8 ลูก ขิงสดแง่งใหญ่ นำไปต้มกับน้ำ 4 แก้ว ดื่มหลังอาหาร แก้อาการหวัดเย็นได้ อีกวิธีหนึ่ง คือ นำผักกาดเขียวปลี 1 กก.กับแห้วสดครึ่งกก. ต้มดื่มเป็นน้ำชา แล้วบีบมะนาวลงไปด้วย ช่วยขับปัสสาวะและลดความร้อนในร่างกาย ป้องกันโรคนิ่วได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ประโยชน์ของผักจะมีสูงสุด หากมีผักสวนครัวปลอดสารพิษ ที่เราสามารถใช้เวลาว่างปลูกเองได้ นับว่าดีทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : mcot&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3702772578760271541?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3702772578760271541'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3702772578760271541'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_08.html' title='ประโยชน์มากมายจากผักกาด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-815838343598877051</id><published>2009-01-07T23:57:00.000-08:00</published><updated>2009-01-07T23:57:00.859-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พลูแก้แมลงกัดต่อย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พลู สมุนไพรแก้ลมพิษ'/><title type='text'>พลู สมุนไพรแก้ลมพิษ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;พลู สมุนไพรแก้ลมพิษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อพื้นเมือง       : พลูจีน(กลาง),  บู (เหนือ), เปล้ายวน ซีเก๊ะ (มาเลย์-นราธิวาส)&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper betel Linn.&lt;br /&gt;ชื่อวงศ์              :PIPERACEAE&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะทั่วไปของพลู : พลูเป็นไม้เถา เนื้อแข็ง เลื้อยพันต้นไม้อื่น โดยอาศัยรากฝอยที่แตกตามข้อเป็นเครื่องยึดเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหัวใจ เนื้อใบหนาเป็นมัน มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว รสเผ็ดร้อน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อแน่นบนแกนยาวคล้ายพริกไทย ผลอัดแน่นเป็นช่อ มีเนื้อนุ่ม ใน 1 ผล มีเมล็ดเดียวค่อนข้างกลม&lt;br /&gt;พลู  เป็นสมุนไพรส่งออกที่สำคัญชนิดหนึ่ง ประเทศที่นำเข้าใบพลูจากประเทศไทยคือประเทศตะวันออกกลาง ปากีสถาน และแอฟริกานิสถาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลูมีหลายชนิด เช่น พลูจีน พลูเหลือง พลูเขียว พลูทองหลาง เป็นต้น เนื่องจากพลูเป็นไม้เลื้อย เวลาปลุกพลูต้องหาไม้ค้างหรือต้นไม้ให้พืชชนิดนี้เกาะ ส่วนมากมักปลูกให้ขึ้นไปกับต้นทองหลาง ใบพลูเมื่อผสมกับปูนแดงและหมากใช้เป็นของเคี้ยวสำหรับผู้ที่กินหมาก พลูมีปลูกมากในภาคกลางและภาคอีสาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาระสำคัญ&lt;br /&gt;ในใบพลูจะมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งเรียกว่า น้ำมันพลู (Betel oil) ในน้ำมันประกอบด้วยยูจินอล (eugenol) และชาวิคอล (chavicol) นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆที่สำคัญคือธาตุฟลูโอไรด์ ซึ่งช่วยให้ผู้ที่เคี้ยวใบพลูมีสภาพฟันที่แข็งแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฤทธิ์และประโยชน์&lt;br /&gt;สารยูจินอลและชาวิคอล มีฤทธิ์เป็นยาชา และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตใบพลูจึงใช้ประโยชน์ในการระงับอาการคันเนื่องจากลมพิษ และยังช่วยระงับอาการคันและเจ็บปวดเนื่องจากแมลงกัดต่อยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีใช้&lt;br /&gt;ใช้ใบสด 3-4 ใบ ตำผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อย คั้นเอาน้ำทา หรือใช้ทั้งน้ำและกากใบพลูทาบริเวณที่เป็นลมพิษหรือบริเวณที่แมลงกัดต่อยบ่อยๆ ไม่ควรให้โดนลมโดยต้องใส่เสื้อผ้าปิดไว้ เมื่อทาผิวหนังจะชา ทำให้หายคัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : วันดี กฤษณพันธ์ "สมุนไพรน่ารู้" &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-815838343598877051?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/815838343598877051'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/815838343598877051'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_07.html' title='พลู สมุนไพรแก้ลมพิษ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5907013304082240498</id><published>2009-01-06T23:48:00.000-08:00</published><updated>2009-01-06T23:48:00.246-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เห็ดหอมมีกรดอะมิโนอยู่ถึง 21 ชนิด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เห็ด กินดีมีประโยชน์'/><title type='text'>เห็ด กินดีมีประโยชน์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เห็ด &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กินดีมีประโยชน์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;     ถ้าพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพแล้วละก็ จะต้องรวมเห็ดเป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ต้องเป็นเห็ดที่กินได้เท่านั้น เพราะหากใครขืนกินเห็ดมีพิษไปรับรองว่าดูไม่จืดแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สำหรับเห็ดที่กินได้ทั่วไปนั้น จะเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ และไม่มีคอเลสเตอรอล มีเกลือโซเดียมน้อยแต่มีแร่ธาตุสูง เช่น โปแตสเซียมซึ่งช่วยลดความดันโลหิต และซีลีเนียมซึ่งเป็นตัวสารต้านมะเร็ง รวมทั้งยังมีวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินบี ในเห็ดยังมีกรดอะมิโนต่างๆ ที่ร่างกาย ต้องการในปริมาณพอสมควร และมีกรดอะมิโนกลูตามิกที่ช่วยให้เจริญอาหารอยู่ด้วย จึงทำให้ประสาทรับรู้รสอาหารทำงานได้ดี นอกจากนั้นยังถือว่าเห็ดเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรที่มีรสหวาน ซึ่งจะช่วยทำให้ชุ่มชื่น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลียได้อีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;     ?108 เคล็ดกิน? จึงนำคุณค่าในเห็ดชนิดต่างๆ มาฝากกัน เริ่มจากเห็ดหอม ซึ่งถือได้ว่าเป็นเห็ดอายุวัฒนะเลยทีเดียว เพราะให้โปรตีนสูง ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ในเห็ดหอมมีกรดอะมิโนอยู่ถึง 21 ชนิด และชนิดที่พบมากที่สุดคือกรดกลูตามิค มีวิตามินบี1 บี2 สูงพอๆ กับยีสต์ มีวิตามินดีสูงช่วยบำรุงกระดูก และมีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับไต นอกจากนี้ยังมีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก จึงช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น มะเร็ง เอดส์ ภูมิแพ้บางชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     นอกจากเห็ดหอมแล้ว เห็ดชนิดอื่นๆ ก็มีประโยชน์มากเช่นกัน เช่น เห็ดหูหนู ช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง เห็ดหูหนูขาว ช่วยบำรุงปอดและไต เห็ดฟาง ช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล เห็ดเข็มทอง ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคตับ กระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง ส่วนเห็ดหลินจือนั้น ประเทศญี่ปุ่นใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็ง และโรคผู้สูงอายุ เช่นโรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : ผู้จัดการ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5907013304082240498?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5907013304082240498'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5907013304082240498'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_06.html' title='เห็ด กินดีมีประโยชน์'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-290261070243266751</id><published>2009-01-05T23:45:00.000-08:00</published><updated>2009-01-05T23:45:00.349-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สะระแหน่...คุณค่าที่คนมักมองข้าม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์มากมายจากสะระแหน่'/><title type='text'>สะระแหน่...คุณค่าที่คนมักมองข้าม</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สะระแหน่...คุณค่าที่คนมักมองข้าม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;     หอมด่วน หอมเตือน มักเงาะ สะแน่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     พูดชื่อเหล่านี้ขึ้นมา หลายคนอาจจะถาม ?108 เคล็ดกิน? ว่ากำลังพูดภาษาอะไรอยู่กันแน่ ไม่ต้องแปลกใจไป เพราะนี่เป็นชื่อเรียก ผักสวนครัว อย่าง ?สะระแหน่? โดยหอมด่วน และหอมเตือน เป็นภาษาของภาคเหนือ ทางภาคใต้เรียกว่ามักเงาะ สะแน่ ส่วนฝรั่งก็เรียกสะระแหน่ว่ามินท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     คราวนี้ ?108 เคล็ดกิน? เอาเรื่องสะระแหน่มานำเสนอ เพราะเห็นว่า ผักชนิดนี้มักจะถูกนำมา ประดับในอาหาร ประเภทลาบ ยำ อยู่บ่อยๆ แต่หลายคน ก็เห็นสะระแหน่ เป็นแค่ไม้ประดับจริงๆ เพราะมันมักจะถูกวางทิ้งขว้างไว้ข้างจาน อย่างน่าเสียดาย คุณประโยชน์ของมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ประโยชน์ที่ว่าก็คือ สะระแหน่ใช้เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการ หวัดได้ และยังสามารถแก้อาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ และหากนำน้ำ ที่คั้นจากต้น และใบมาใช้ดื่ม ก็จะช่วยขับลมในกระเพาะได้ หรือใครจะกินสดๆ เพื่อดับกลิ่นปากก็ยังได้ นอกจากนี้ การบริโภคสะระแหน่ ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกัน ไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หากใครมีอาการปวดศีรษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น ก็ให้ดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง น้ำต้มใบสะระแหน่ ยังสามารถรักษา อาการบิดท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด ส่วนการแก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย ทำได้โดยตำใบ สะระแหน่ให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณ ที่โดนกัด อย่าลืมว่า ใบสะระแหน่ ที่สดและอ่อน จะมีคุณค่ามากกว่าใบสะระแหน่แห้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     คราวนี้ก็อย่าปล่อยให้สะระแหน่เป็นเพียงไม้ประดับจานหรือเครื่องแต่งกลิ่นเท่านั้น แต่จงจัดการให้เรียบ อย่าให้เหลือ ไม่อย่างนั้น น่าเสียดายแย่เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : ผู้จัดการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-290261070243266751?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/290261070243266751'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/290261070243266751'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_05.html' title='สะระแหน่...คุณค่าที่คนมักมองข้าม'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-4337305012913768416</id><published>2009-01-04T23:43:00.000-08:00</published><updated>2009-01-04T23:43:01.095-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แปะก๊วย ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แปะก๊วยยาอายุวัฒนะ'/><title type='text'>แปะก๊วย ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;แปะก๊วย ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แปะก๊วย (Ginkgo Biloba)&lt;br /&gt;แปะก๊วย - พืชสมุนไพรที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถบำบัดโรคต่างๆ ได้ ช่วยบำรุงสมอง ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น เป็นพืชที่มีการแยกต้นเป็นเพศผู้ และเพศเมีย ใบมีลักษณะคล้ายใบพัด แยกออกเป็น 2 กลีบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;สารที่สกัดได้จากใบแปะก๊วยมีหลายชนิด เช่น สาร Flavonoids, Terpenoids สารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปสู่สมอง, ปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลต่อการทำงานและประสิทธิภาพของสมอง ทำให้เกิดการหลงลืมในผู้สูงอายุ หรือโรคความจำเสื่อม ที่เรียกว่า อัลไซเมอร์ (Alzheimer disease)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบันหลายๆ ประเทศได้ให้การยอมรับถึงสรรพคุณของใบแปะก๊วยในการรักษาโรคสมองเสื่อม โดยการนำสารสกัดจากใบแปะก๊วยมารวมกับ Phospholipids ให้อยู่ในรูปของ Phytosome ซึ่งช่วยให้การดูดซับที่ผนังลำไส้เล็กดีขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาสารสกัดจากใบแปะก๊วยนี้มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำสารสกัดดังกล่าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อบำรุงสมอง และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ใช้รักษาโรคความจำเสื่อม, โรคซึมเศร้า อาการหลงๆ ลืมๆ อันเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอในผู้ป่วยสูงอายุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : เวปสถาบันการแพทย์แผนไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-4337305012913768416?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/4337305012913768416'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/4337305012913768416'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_04.html' title='แปะก๊วย ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-4099604924891898377</id><published>2009-01-03T23:09:00.000-08:00</published><updated>2009-01-03T23:09:00.838-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักผลไม้ดีต่อผู้เป็นเบาหวาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน'/><title type='text'>อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้าวแรกในการนำไปสู่การกินอย่างมีคุณภาพ&lt;br /&gt;อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวานคือ อาหารทั่วไปที่ไม่แตกต่างจากอาหารที่ทุกคนในครอบครัวควรรับประทาน แต่เป็นอาหารที่มีความหลากหลายที่ร่างกายต้องการครบถ้วนและสมดุล จึงเป็นอาหารที่ทุกคนในครอบครัวสามารถรับประทานร่วมกับผู้ป่วยได้ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเสมอคือปริมาณและชนิดของอาหารที่ควรรับประทาน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณและชนิดของแป้งและไขมัน เป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดรวมถึงการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ สิ่งที่ควรปฎิบัติให้เป็นนิสัยคิอการรับประทานอาหารมื้อหลักหรืออาหารว่างให้เป็นเวลาทุกวัน และรับประทานในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในแต่ละวัน ไม่งดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ผู้ป่วยสามารถที่จะลองอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ได้เพื่อไม่ให้เกิดความจำเจถ้าต้องการลดน้ำหนัก ให้ลดอาหารที่รับประทานในแต่ละวันแต่ไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะอาจจะทำให้รับประทานเกินอัตราในมื้อต่อไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ผู้เป็นเบาหวานอาจใช้ปิรามิดแนะแนวอาหารหรือธงโภชนบัญญัติของไทยเป็นแนวทางเลือกรับประทานอาหารได้หลากหลายและสมดุล เนื่องจากไม่มีอาหารชนิดใดชนิดเดียวที่จะให้สารอาหารครบถ้วน ควรเลือดรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ทุกวัน เพื่อให้ได้พลังงานและคุณค่าที่พอเหมาะกับร่างกายของแต่ละคนซึ่งขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ขนาดรูปร่าง และระดับกิจกรรมการทำงานในแต่ละวัน ปรึกษานักโภชนบำบัดเพื่อรับคำแนะนำในการรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง รวมถึงระดับพลังงานที่เหมาะสมในการควบคุมเบาหวามอย่างมีคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผู้เป็นเบาหวานควรให้ความสนใจกับฉลากโภชนาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ควรเปรียบเทียบปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคกับหมวดอาหารแลกเปลี่ยนซึ่งโดยปกติจะไม่เท่ากัน- ปริมาณคาโบร์ไฮเดรตทั้งหมดและปริมาณน้ำตาล จะช่วยให้ผู้เป็นเบาหวานสามารถแลกเปลี่ยนอาหารประเภทขนมหวานได้เล็กน้อยในบางโอกาส- ปริมาณพลังงาน ไขมันรวม ไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอล สำหรับผู้ที่ต้องการนับพลังงานและไขมัน รวมถึงผู้ที่ต้องการควบคุมคอเลสเตอรอลและน้ำหนักตัว- ปริมาณโซเดียมเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีโรคความดันและลดความเสี่ยงของโรคไต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางการบริโภคเพื่อสุขภาพประจำวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ข้าว/แป้ง/ถั่ว/เมล็ดธัญพืช &lt;br /&gt;- ควรเลือกรับประทานข้าวซ้อมมือหรือขนมปังที่ทำจากแป้งที่ไม่ได้ขัดสีเพื่อให้ร่างกายได้รับเส้นใย&lt;br /&gt;อาหารมากขึ้น &lt;br /&gt;- ธัญพืช เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง เป็นแหล่งของใยอาหาร &lt;br /&gt;- เลือกอาหารว่างที่มีไขมันต่ำ เช่น ข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง ขนมปัง ธัญพืช เป้นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ผัก &lt;br /&gt;- เลือกรับประทานผักให้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารเพียงพอ &lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงการผัดผักด้วยน้ำมันมากๆหรือการเติมซอสที่เค็มจัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ผลไม้ &lt;br /&gt;- เลือกผลไม้สดแทนน้ำผลไม้ เพราะจะได้กากใยอาหารมากกว่า &lt;br /&gt;- ถ้าเลือกน้ำผลไม้แทนผลไม้สด ควรเป้นน้ำผลไม้ 100 %&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.นม และผลิตภัณฑ์นม(พร่อง หรือขาดไขมัน) &lt;br /&gt;- เลือกนม และผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนย นอกจากให้โปรตีนสูงแล้ว ยังให้แคลเซี่ยมสูงด้วย &lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงนมปรุงแต่งรสต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.โปรตีน หรือเนื้อสัตว์ (ไขมันต่ำ) &lt;br /&gt;- เลือกปลาและเต้าหู้ให้บ่อยขึ้น &lt;br /&gt;- เลือกเนื้อล้วน ไม่ติดหนัง และมัน &lt;br /&gt;- ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ควรจำกัดปริมาณไข่แดง เครื่องในสัตว์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.ไขมัน ของหวาน แอลกอฮอล์ อาหารที่มีเกลือสูง &lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงขนมหวานที่มีทั้งน้ำตาลและไขมันสูง เช่น คุกกี้ เค้ก ไอศกรีม เป็นต้น &lt;br /&gt;- หากต้องการรสชาติหวานอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สารให้ความหวานแทนน้ำตาล &lt;br /&gt;- จำกัดไขมันที่จะใช้ปรุงอาหารแม้จะเป็นน้ำมันพืช &lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู หมูสามชั้น และเนยสด &lt;br /&gt;- จำกัดกะทิ &lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงการทอด และผัดที่ใช้น้ำมันมาก &lt;br /&gt;- ปรุงอาหารโดยวิธี ตุ๋น ต้ม นึ่ง ย่าง อบ ยำ &lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองที่มีส่วนผสมของเกลือสูง &lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งให้พลังงานใกล้เคียงกับไขมัน และร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นไขมัน(ไตรกีเซอร์ไรด์)ได้&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-4099604924891898377?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/4099604924891898377'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/4099604924891898377'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post_03.html' title='อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-8318476511302554295</id><published>2009-01-02T23:03:00.000-08:00</published><updated>2009-01-02T23:03:00.388-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักผลไม้ 7 ชนิดชะลอความชรา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บรอคโคลี่ลบริ้วรอยเหี่ยวย่น'/><title type='text'>ผักผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณผู้หญิงไม่ควรพลาด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผักผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณผู้หญิงไม่ควรพลาด    &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดีของคุณสาวๆ ขอแนะนำผักผลไม้ 7 ชนิด สำหรับคุณผู้หญิงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีสารที่เป็นประโยชน์แก่หญิงทุกวัย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงาม และยังช่วยชะลอความชราได้อีกด้วย ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;• ลูกพรุน (Prunes) ลูกพรุนเป็นแหล่งที่ดีของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ที่สำคัญพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด ผู้หญิงเรา เมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิต คือวัยยี่สิบห้า ร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่างๆ มากมาย ใบหน้าที่เคยอวบอิ่มด้วยเลือดฝาดก็เริ่มหมองคล้ำ ผิวพรรณจะเป็นสีชมพู-ระเรื่อหรือซีดโทรม เกิดได้หลาย สาเหต เช่นผิวมีความหนามากขึ้นตามวัยจนมองไม่เห็น เลือดฝาด หรือเลือดไม่มีให้ฝาดคือเป็นโรคโลหิตจาง นั่นเอง พรุนเป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี พรุนแห้งหนึ่งขีดมีธาตุเหล็ก 2.78มิลลิกรัมและมีวิตามิน ซี ซึ่งช่วยในการ ดูดซึมธาตุต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากคุณผู้หญิงอยากมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ริมฝีปากแดงสดเหมือน สตรอเบอรี่ แก้มแดงใสเหมือนลูกเชอรี่โดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอางดูเป็นคนที่มีสุขภาพดีสมบูรณ์ด้วยเลือดฝาด ลองรับประทานลูกพรุนสดๆ หรือลูกพลัมดูสิค่ะไม่เลวเลยทีเดียว&lt;br /&gt;• ถั่ว ผู้หญิงทุกคนอยากมีหุ่นสวยเพรียว ไม่มีไขมันส่วนเกินสะสม “ถั่วช่วยคุณได้ค่ะ” ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วย โปรตีน เหล็ก วิตามินบี นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่าเมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ ชนิดที่ ละลายน้ำได้ (ซึ่งถั่วมีอยู่แล้วมากมาย) ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่ม-นานความอยาก อาหารจะลดลง ซึ่งแน่นอนว่ามีประโยชน์กับคุณสุภาพสตรีที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;• บรอคโคลี่ เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณสุภาพสตรีทั้งหลายเพราะบรอค-โคลี่เป็นแหล่งซีลีเนียมตาม ธรรมชาติซึ่งเจ้าตัวซีลีเนียมนี้แหละค่ะ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ (ซีลี-เนียมจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงทำให้ผิวดูอ่อนวัยนุ่มนิ่ม มีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว) แถมยังช่วยลบริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• กล้วยไข่ กล้วยทุกชนิดดีต่อสุขภาพแต่กล้วยไข่ดีเป็นพิเศษ ในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักกันดี คือ เบต้าแคโรทีนโดยธรรมชาติ เมื่อเราอายุพ้นยี่สิบสองไปแล้วความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมในส่วนต่างๆของร่างกายก็จะเริ่มมาเยือนอย่างช้าๆ ขณะนั้นเองมีสองสิ่งที่สำคัญเกิดขี้นในร่างกาย ของเรา ซึ่งก็คือสิ่งแรก เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์จะผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้นสิ่งที่สองความสามารถในการ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะลดลงเรื่อยๆพร้อมกันนั้นความสามารถในการจำกัดอนุมูลอิสระ (Detoxification) ก็ลดลงอย่างน่าตกใจเช่นกันดังนั้น กลยุทธ์ที่คุณจะสู้กับความแก่ด้วยตนเองก็คือคุณต้อง รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระให้มากซึ่งสารนี้เรารู้จักในชื่อที่ เรียกว่า แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidants) ซึ่งในกล้วยไข่ 1 ขีด มีสารเบต้าแคโรทีนถึง 492 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ฝรั่ง คุณผู้หญิงทั้งหลายทราบหรือไม่คะว่าฝรั่ง 1 ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้าง คอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัยวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าตัว สารต้านอนุมูลอิสระนี้เองที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพผิวหนังแห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยตีนกาวิตามินซี มีความสำคัญต่อการสร้าง และบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน(ConnectiveTissue) เซลล์นับล้านๆตัวเกาะเกี่ยวกัน เป็นร่างกายได้ด้วยเนื้อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจนมันคือคอลลาเจนตัวเดียวกันกับคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบน ใบหน้าของคุณผู้หญิงทั้งหลายเต่งตึงนั่นเอง และเพราะฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีนั่นเอง คุณๆ ทั้งหลายที่อยาก คงความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้แก่ผิวสวยไว้นานๆน่าจะลองหันมารับประทานฝรั่งเป็นประจำนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• แอปเปิ้ล มีสารสำคัญ คือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ “เพคติน” แต่ที่น่าสนใจสำคัญ คุณผู้หญิงทั้งหลายคือ เจ้าตัว “เพคติน” นี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนักและลด โคเลสเตอรอล หากคุณหิวจนตาลาย แต่ยังไม่ถึงเวลาอาหารแอปเปิ้ลสักลูกจะช่วยลดความหิวได้เพราะ แอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 %ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษ ชนิดนี้ได้รวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลงทำให้คุณ ไม่รู้สึกหงุดหงิด หรืออ่อนเพลีย แอปเปิ้ล 2-3 ผลต่อวันช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ เพราะแอปเปิ้ลมีเพคตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลจากการวิจัยชี้ว่าเมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อย สลายไขมันและแยกโคเลสเตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอปเปิ้ลจะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอล เหล่านั้นและพาไปทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ส้ม แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรม-ชาติการรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็วเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียวค่ะนอกจากนี้ หากรู้สึกหิวก่อนเวลา แทนที่จะนึกถึงเค้กก้อนโต หรือโดนัทชิ้นใหญ่ให้ลองหยิบส้มสักลูกเข้าปากแทนจะได้ ประโยชน์มากกว่าในราคาที่ถูกกว่าด้วยนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผักและผลไม้ทั้ง 7 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นสำหรับคุณๆผู้หญิงทุกท่านที่ต้องการ รักษาสุขภาพ นอกจากผักผลไม้ทั้งเจ็ดนี้แล้วผักและผลไม้อื่นๆ ก็มีคุณประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสถาบัน โภชนาการแห่งชาติอเมริกาจึงได้แนะนำขนาด-ในการรับประทานผักผลไม้ในแต่ละวันว่า ควรจะรับประทาน รวมกันให้ได้วันละครึ่งกิโล หรือ 5 ขีดจะช่วยให้คุณๆทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรง แจ่มใส ปราศจากโรคภัย ไข้เจ็บมารบกวนค่ะ    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : หนังสือเภสัชโภชนา โดย ภก. สรจักร ศิริบริรักษ์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-8318476511302554295?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8318476511302554295'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8318476511302554295'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/7.html' title='ผักผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณผู้หญิงไม่ควรพลาด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-367297414484215046</id><published>2009-01-01T22:59:00.000-08:00</published><updated>2009-01-01T22:59:07.474-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โสนเป็นไม้สกุลเดียวกับแค'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โสนผักพื้นบ้าน'/><title type='text'>โสน  ผักพื้นบ้าน อาหารแบบไทยๆ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โสน  ผักพื้นบ้าน อาหารแบบไทยๆ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วงศ์ : PAPILIONACEAE&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sesbania javanica  Miq.&lt;br /&gt;ชื่ออังกฤษ : Sesbania flowers&lt;br /&gt;ชื่อพื้นเมือง : โสนหิน(กลาง) ผักฮองแฮง(เหนือ) สีปรีหลา(กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) โสนกินดอก(กลาง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลงพื้นบ้านของคนไทยแถบลุ่มน้ำภาคกลาง ที่ว่า "เจ้าดอกโสนบานเช้า ดอกคัดเค้าบ้านเย็น ดอกประดู่เป็นคู่เล่น ค่ำแล้วไม่เห็นมาเลย" บ่งบอกธรรมชาติของดอกโสนได้เป็นอย่างดีว่าเป็นดอกไม้บานตอนเช้า กลิ่นหอมอ่อนๆ ในปลายฤดูฝนเรามักเห็นต้นโสนออกดอกเป็นช่อสีเหลืองละลานตา แถบลุ่มน้ำหรือริมทางในภาคกลาง หรือภาคเหนือบางท้องที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;โสนในเมืองไทยมีหลายพันธุ์ คือโสนหิน โสนคางคก โสนหางไก่ใหญ่ โสนหางไก่เล็ก เนื้อไม้ของโสนใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมเบาของภาคกลาง ไม้โสนใช้ทำเป็นของเล่นเด็ก ในปัจจุบันคนอยุธยาใช้เนื้อไม้จากต้นโสนประดิษฐ์เป็นดอกไม้หลายรูปแบบ เช่น ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกจำปา เป็นต้น เนื่องจากเยื่อไม้ของต้นโสนเป็นไม้เนื้อบาง เบาเหนียว สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้ได้อย่างปราณีต และงดงาม ชาวบ้านเล่าว่า การใช้ไม้โสนมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้ นำมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา นับเป็นการใช้วัสดุธรรมชาติได้อย่างแยบยล และเป็นรายได้เสริมกับชาวบ้านในท้องถิ่น (โสนที่นำมาทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์เป็นโสนชนิดที่มีลำต้นใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. และต่างชนิดกับโสนกินดอก) และไม้โสนยังใช้เป็นทุ่นหรือเชื้อติดไฟได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับโสนที่ใช้รับประทานเป็นอาหาร คือ โสนหิน หรือโสนกินดอก ท่านผู้รู้กล่าวว่า ยังมีโสนชนิดหนึ่ง ต้นใหญ่กว่าโสนหิน สามารถรับประทานใบอ่อน และดอกได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะทางพฤกษศาสตร์&lt;br /&gt;โสนเป็นไม้สกุลเดียวกับแค และเป็นไม้ล้มลุกปีเดียว พบในพื้นที่ที่มีน้ำขังสูงประมาณ 1-4 เมตร ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อย 10-30 คู่ ใบสีเขียว ใบรูปร่างรีและกลม ปลายใบมน ใบยาว 1.2-2.5 ซม. กว้าง 2-4 มม. ดอกเป็นดอกช่อกลีบดอกสีเหลือง แต่ละช่อมีดอกย่อย 5-12 ดอก ช่อดอกยาวประมาณ 10 ซม. ดอกย่อยยาว 2.5 ซม. บางครั้งกลีบนอกมีจุดกระสีน้ำตาล หรือสีม่วงแดง กระจายอยู่ทั่วไป ฝักผอมและยาว ยาวประมาณ 18-20 ซม. กว้าง 4 มม. ฝักอ่อนสีเขียวเมื่อแก่กลายเป็นสีม่วงและสีน้ำตาล เมล็ดเล็กเรียงอยู่ภายในฝัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปลูก&lt;br /&gt;โสนขึ้นได้ในบริเวณที่มีน้ำขังเจริญได้ในดินแถบภาคกลาง และดินเหนียว โสนขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ทางยา&lt;br /&gt;โสนมีรสจืด เย็น สรรพคุณแก้พิษร้อน ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปรุงเป็นยาพอกแผลได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ทางอาหาร&lt;br /&gt;ส่วนที่เป็นผัก / ฤดูกาล ยอดอ่อนดอกตูมและดอกบานของโสนใช้เป็นผักได้ ดอกโสนออกในช่วงปลายฤดูฝนประมาณเดือนกันยายน-เดือนตุลาคม ในช่วงที่โสนออกดอก ในตลาดสดภาคกลางและภาคเหนือบางจังหวัดจะมีดอกโสนจำหน่ายด้วยชาวบ้านมักเก็บดอกโสนในช่วงเย็น จะทำให้ได้ดอกตูม น่ารับประทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปรุงอาหาร ดอกโสนปรุงเป็นอาหารได้หลายชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีแรกคือ นำมารับประทานร่วมกับน้ำพริก โดยรับประทานยอดอ่อนและดอกแบบผักสด หรือนำมาลวกให้สุกก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำดอกโสนมาผัดน้ำมันและพรมน้ำปลาเล็กน้อย เป็นโสนผักน้ำมัน หรืออาจนำมาลวกและลาดด้วยกะทิ นำมา เป็นผักจิ้มรับประทานกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกกะปิ หรือน้ำพริกมะขาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีที่สองคือนำดอกโสนมาทอดผสมกับไข่ (ทำคล้ายกับชะอมชุบไข่) นำไปรับประทานกับข้าวหรือรับประทานร่วมกับน้ำพริกก็ได้วิธีที่สาม คือ นำดอกโสนมาแกงส้มกับปลาช่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงปลายหน้าฝน ดอกโสนออกเป็นจำนวนมาก บางบ้านจะนำดอกโสนมาดองเก็บไว้รับประทานนานๆ การดองดอกโสนทำได้โดย นำดอกโสนล้างให้สะอาด และใส่ไว้ในขวดโหลแก้ว หรือภาชนะกระเบื้อง จากนั้นปรุงน้ำที่ใช้ดองโดยนำเกลือป่นผสมในน้ำซาวข้าวให้ออกรสเค็มเล็กน้อย เติมน้ำตาลทรายเล็กน้อย และนำน้ำที่เตรียมไว้เทลงในภาชนะที่ใส่ดอกโสนพอท่วมพอดี ปิดฝาทิ้งไว้ 1 วัน รับประทานได้ถ้าทิ้งไว้นาน จะเปรี้ยวมากขึ้น ดอกโสนดองมักรับประทานร่วมกับน้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า หรือน้ำพริกปลาทูก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากปรุงเป็นอาหาร ดอกโสนยังปรุงเป็นขนมดอกโสนได้ โดยนำดอกโสนมานึ่งให้สุก นำมาคลุกรวมกับแป้งข้าวเหนียว แป้งสาลี มะพร้าว และน้ำตาลดอกโสนยังให้สีเหลือง สามารถคั้นน้ำจากดอกมาทำเป็นขนมบัวลอย และขนมตาลได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รส และประโยชน์ต่อสุขภาพ&lt;br /&gt;ดอกโสนมีรสจืด มัน อมขมเล็กน้อย ดอกโสน 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 40 กิโลแคลอรี่ มีเส้นใย 3.9 กรัม แคลเซียม 51 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 56 มิลลิกรัม เหล็ก 8.2 มิลลิกรัม วิตามินเอ 3336 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.26 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.40 มิลลิกรัม ไนอาซิน 2.8 มิลลิกรัม วิตามินซี 24 มิลลิกรัม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-367297414484215046?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/367297414484215046'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/367297414484215046'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='โสน  ผักพื้นบ้าน อาหารแบบไทยๆ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-2017206633509195015</id><published>2008-12-30T22:54:00.000-08:00</published><updated>2008-12-15T22:57:43.206-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กล้วย กับ นม ช่วยลดความเครียด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารอาหารจากกล้วย+นม ลดความเครียด'/><title type='text'>กล้วย กับ นม ช่วยลดความเครียด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กล้วย กับ นม ช่วยลดความเครียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะเครียด? เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการฆ่าตัวตายในสังคมปัจจุบัน โดยกรมสุขภาพจิตชี้ว่า ในรอบ40 ปีที่ผ่านมา จำนวนคนฆ่าตัวตายมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 60% ซึ่งเป็นการสวนทางกันอย่างสุดขั้วระหว่างความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความตกต่ำของภาวะจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะเครียดถือเป็นปัญหาของคนเมืองที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เช่น ภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล ภาวการณ์ปรับตัวที่ผิดปกติ โดยตั้งแต่ช่วงหลังภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก มีผู้โทรมาขอคำปรึกษาแนะนำทางโทรศัพท์จากหน่วยงานให้บริการคำปรึกษาแนะนำทางโทรศัพท์เป็นจำนวนมาก โดยประเด็นที่ทำให้โทร.มามากที่สุดคือ ?รู้สึกเครียด?...และ ณ ปัจจุบัน โรคเครียดได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น.พ.พนมทวน ชูแสงทอง จิตแพทย์ และอาจารย์แพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานคร และวชิรพยาบาล ให้ข้อมูลในงานสัมมนาพิเศษ ?สายสุขภาพไฟเซอร์กับเคล็ดลับฝ่าวิกฤติโรคเครียด? ว่า ภาวะเครียดเป็นเรื่องของจิตใจที่เกิดจากความตื่นตัว เตรียมเผชิญกับเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งไม่น่าพึงพอใจ หรือคาดไม่ถึง เป็นเรื่องที่เราเองคิดว่าหนักหนาสาหัสเกินกำลังความสามารถที่จะแก้ไขได้ ทำให้เกิดความรู้สึกหนักใจ กังวล ไม่สบายใจ หรือแม้แต่คับข้องใจ และส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกายเกิดขึ้น หากว่าความเครียดนั้นมีมากและคงอยู่เป็นระยะเวลานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากเป็นความเครียดที่ไม่มากนัก จะเป็นแรงกระตุ้นที่ดี ช่วยให้คนเราเกิดแรงฮึด มุมานะที่จะเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ในทางตรงกันข้าม หากเรามีความเครียดมากมาย และไม่รู้จักผ่อนคลาย และหากปล่อยไว้นานเข้า อาจมีปัญหาความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจได้ในที่สุด ซึ่งสาเหตุของความเครียดมีสาเหตุ 3 ด้าน ได้แก่ สาเหตุทางด้านจิตใจ เช่น ความกลัวว่าจะไม่ได้ดังหวัง กลัวจะไม่ประสบความสำเร็จ หนักใจกังวลใจในงานที่ได้รับมอบหมาย หรือแม้แต่กลัวกังวลสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สาเหตุที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น การเปลี่ยนช่วงวัย แต่งงาน การตั้งครรภ์ การเริ่มเข้าทำงานหรือการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนที่เรียน สุดท้ายคือสาเหตุจากการเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น การเจ็บไข้ต่างๆ โรคที่รุนแรง และเรื้อรัง หรือโรคที่คาดว่าถึงแก่ชีวิตในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น.พ.พนมทวนให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า อาหารคลายเครียด (Food Therapy) คือหนึ่งในวิธีผ่อนคลายความเครียด โดยสารอาหารที่ช่วยลดระดับความเครียดคือ ทริปโตฟาน (1-2 กรัม ก่อนนอน) พบได้ในไข่ ถั่วเหลือง นมวัว เนื้อสัตว์วิตามินบี 6 (40 มิลลิกรัมต่อวัน) พบในธัญพืชต่างๆ ยีสต์ รำข้าว เครื่องใน เนื้อ ถั่ว ผัก วิตามินบี 3(1,000 มิลลิกรัมต่อวัน) พบในตับ เครื่องใน เนื้อ เป็ด ไก่ ปลา ถั่ว ยีสต์ สารอาหารอื่นๆ เช่น แคลเซียม กระเทียมและดอกไม้จีน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ทั้งนี้ เมนูอาหารคลายเครียดยอดฮิตคือ ช็อกโกแล็ตกับน้ำมะตูมจะช่วยลดอาการกระวนกระวายและอาการตึงเครียดได้ ส่วนกล้วยเชื่อมกับนมสด หากรับประทานก่อนนอนเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดอาการตึงเครียดและทำให้นอนหลับสบาย (แต่หากเกรงว่ากล้วยเชื่อมจะทำให้อ้วน สามารถทานกล้วยสดแทนก็ได้เช่นกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากอาหารคลายเครียดแล้ว การฝึกฝนให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง และการรู้จักปล่อยวาง เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณมองทะลุ เข้าใจถึงเหตุและผลของการเกิดอารมณ์ได้เป็นอย่างดี และช่วยให้สามารถควบคุมความเครียดที่กำลังเกิด ณ ขณะนั้น อันจะส่งผลให้คุณไม่ต้องทุกข์ทรมานกับโรคเครียดอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-2017206633509195015?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2017206633509195015'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2017206633509195015'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/blog-post_6024.html' title='กล้วย กับ นม ช่วยลดความเครียด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-1625709041656810056</id><published>2008-12-29T22:50:00.000-08:00</published><updated>2008-12-29T22:50:00.718-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หัวหอมสดยาชั้นเลิศในการเพิ่ม HDL'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หัวหอมสุกก็ยังมีประโยชน์ต่อหัวใจ'/><title type='text'>หัวหอมสดยาชั้นเลิศในการเพิ่ม HDL</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;หัวหอมสดยาชั้นเลิศในการเพิ่ม HDL &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; &lt;br /&gt;ดร.วิคเตอร์ เกอร์วิช คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเกี่ยวกับหัวใจ และศาสตราจารย์แห่ง Harvard Medical School กล่าวว่า หัวหอมสดถือเป็นยาชั้นเลิศในการเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอลชนิดดี หอมหัวใหญ่ครึ่งหัวหรือน้ำที่สกัดจากน้ำในหอมหัวใหญ่ปริมาณเดียวกันช่วยเพิ่ม HDL ได้ถึงร้อยละ 30 ในคนที่เป็นโรคหัวใจหรือมีปัญหาคอเลสเตอรอล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดบรรเจิดเกี่ยวกับหัวหอมนี้ คุณหมอได้จากการแพทย์แบบหมอชาวบ้าน และได้ทำการทดสอบกับคนไข้ที่คลินิก ซึ่งประสบความสำเร็จดีมาก จนคุณหมอแนะนำให้คนไข้ทั้งหมดรับประทานหัวหอม แต่ควรกินสด ๆ นะคะ เพราะหัวหอมยิ่งโดนความร้อนจากการปรุงมากเท่าไร พลังในการเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอลตัวดีก็ลดลงไปมากเท่านั้น แต่หัวหอมสุกก็ยังมีประโยชน์ต่อหัวใจในด้านอื่น ๆ นะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณหมอเกอร์วิชยังไม่แน่ใจว่าสารอะไรในหัวหอมกันแน่ที่เพิ่ม HDL อาจมีสารเดียวหรือมีเป็นร้อยก็ได้ การรักษาด้วยหัวหอมของคุณหมอประสบความสำเร็จกับคนไข้ถึงร้อยละ 70 ค่ะ ถ้าคุณไม่สามารถกินหัวหอมได้ถึงครึ่งหัวต่อวัน ก็กินเท่าที่กินได้ก็แล้วกัน กินน้อยก็ยังช่วยได้ หรือลองทำยำหรือลาบ โดยใส่หัวหอมสดซอยเยอะ ๆ ซิคะ ทั้งแซบทั้งดีกับหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*ลาบเต้าหู้&lt;br /&gt;ส่วนผสม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;เห็ดหูหนูขาวแช่น้ำและสับหยาบ ๆ 1 ถ้วย&lt;br /&gt;เต้าหู้ขาวชนิดแข็งยีละเอียด 1 ถ้วย&lt;br /&gt;หอมใหญ่ซอย 1 ถ้วย&lt;br /&gt;หอมแดงซอย 1/2 ถ้วย&lt;br /&gt;ต้นหอมซอย 1 ถ้วย&lt;br /&gt;ผักชีใบยาวซอย 1 ถ้วย&lt;br /&gt;ใบสะระแหน่ 1 ถ้วย&lt;br /&gt;น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ&lt;br /&gt;น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ&lt;br /&gt;พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ&lt;br /&gt;ข้าวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ&lt;br /&gt;น้ำตาลทรายแดงเล็กน้อยเพื่อปรุงรส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีทำ&lt;br /&gt;1.นำข้าวกล้องมาคั่วไฟพอหอม แล้วใส่เครื่องปั่นให้ละเอียด&lt;br /&gt;2.นำเต้าหู้มายีโดยใช้ส้อม อย่าให้เละมาก ต้องยังป็นชิ้น นำไปคั่วในกระทะให้แห้ง ตักพักไว้&lt;br /&gt;3.ลวกเห็ดหูหนูขาวที่หั่นแล้ว พอสุกตักใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ&lt;br /&gt;4.นำเต้าหู้และเห็ดหูหนูขาวมาคลุกรวมกัน ใส่หอมใหญ่และหอมแดงซอย น้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว พริกป่น ข้าวคั่ว ต้นหอมซอยและผักชี คลุกให้เข้ากัน ชิมรสให้ถูกใจ ตักใส่จาน โรยด้วยใบสะระแหน่.&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : เดลินิวส์ (ออนไลน์)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-1625709041656810056?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1625709041656810056'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/1625709041656810056'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/hdl.html' title='หัวหอมสดยาชั้นเลิศในการเพิ่ม HDL'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5288409722799817782</id><published>2008-12-26T22:46:00.000-08:00</published><updated>2008-12-26T22:46:00.580-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารอาหารจากกะหล่ำปลีต้านมะเร็งปอด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กะหล่ำปลีป้องกันมะเร็งปอด'/><title type='text'>กะหล่ำปลีพกพาสารเคมีวิเศษ ป้องกันมะเร็งปอด</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กะหล่ำปลีพกพาสารเคมีวิเศษ ป้องกันมะเร็งปอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิตยสารการแพทย์ ?แลนเซต? มาตรฐานของอังกฤษ รายงานว่านักวิจัยของสำนักวิจัยโรคมะเร็งระหว่างประเทศที่เมืองลิยง ฝรั่งเศส ได้พบในการศึกษาคนไข้โรคมะเร็งปอด 2,141 คน เปรียบเทียบกับผู้ที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีอีก 2,168 คนว่า ผู้ที่ชอบกินผักพวกกะหล่ำปลี เช่น กะหล่ำปลี บรอคโคลี และกะหล่ำปมบางคน จะแคล้วคลาดจากโรคได้ห่างไกล แม้ว่าจะยังไม่อาจรู้สาเหตุได้ รู้แต่ว่าพวกผักเหล่านี้มีสารเคมีที่มีชื่อว่า &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ไอโสทิ? โอไซยาเนตส์ ที่มีสรรพคุณป้องกันปอดจากมะเร็งได้อยู่อย่างอุดม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นเพราะยีนในร่างกาย 2 ตัวเป็นเหตุ ยีนคู่นี้จะสร้างเอนไซม์กำจัดสารเคมีจากผักเหล่านั้นลงไปหมด จึงเป็นเฉพาะแต่ผู้ที่มียีน 2 ตัวนี้ตายด้านแล้วเท่านั้น จึงจะได้คุณประโยชน์ของผักในการป้องกันโรคมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายงานการศึกษาได้สรุปว่า ผู้ที่ยังมียีนคู่นี้ตัวใดตัวหนึ่งที่ยังปกติอยู่จะได้คุณจากการบริโภคผักเหล่านั้น ช่วยคุ้มโรคได้มากระหว่าง 33-37% เท่านั้น แต่หากเป็นผู้ที่มียีนทั้งคู่ตายด้านลงหมดจะได้รับการคุ้มโรคสูงถึง 72%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5288409722799817782?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5288409722799817782'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5288409722799817782'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/blog-post_26.html' title='กะหล่ำปลีพกพาสารเคมีวิเศษ ป้องกันมะเร็งปอด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-2477104830654213143</id><published>2008-12-25T22:39:00.000-08:00</published><updated>2008-12-25T22:39:00.482-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระเทียม ลดโคเลสอเตอรอล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารอาหารจากกระเทียมต้านโรคหัวใจ'/><title type='text'>กระเทียม ยาฆ่าเชื้อ ลดโคเลสอเตอรอล</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กระเทียม ยาฆ่าเชื้อ ลดโคเลสอเตอรอล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กระเทียมเป็นส่วนหนึ่งในการปรุงอาหารไทยแทบทุกชนิด คนไทยทุกคนจึงรู้จักคุ้นเคยกับกระเทียมเป็นอย่างดี แต่ไม่ทุกคนที่จะรู้ว่ากระเทียมมีประโยชน์มากเพียงใด หากอ่านบทความนี้จบแล้ว เชื่อว่าหลายท่านที่ไม่รับประทาน หรือไม่ชอบกระเทียมคงหันมารับประทานกระเทียมอย่างแน่นอนที่เดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;กระเทียม นอกจากจะเป็นเครื่องเทศให้กลิ่นหอม ช่วยกลบกลิ่นคาวในอาหารทั้งดิบและสุกแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย ในกระเทียมมีสารอัลลิซิน ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อ มีกลิ่นฉุนจะเกิดเมื่อเราทุบหรือบดกระเทียม หากทิ้งไว้นานๆ หรือปรุงสุก ฤทธิ์ยาก็จะหายไป?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระเทียมโทนที่มีกลิ่น และรสเผ็ดร้อนกว่ากระเทียมธรรมดาก็ให้ผลมากกว่าเช่นกัน จากการทดลองพบว่ากระเทียม สามารถฆ่าเชื้อได้ดีกว่าเพนิซิลลิน และเตตร้าซัยคลิน ซึ่งเป็นยาแก้อักเสบที่ใช้โดยทั่วไป นอกจากนี้ยัง มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคท้องเสีย, แผลติดเชื้อ, วัณโรค, ไทฟอยด์, เชื้อรา, กลากเกลื้อนด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;กระเทียมไม่ได้มีเพียงฤทธิ์ฆ่าเชื้อเท่านั้น ยังช่วยลดการกำเริบของโรคหัวใจอีกด้วย โดยออกฤทธิ์ช่วยลดโคเลสเตอรอล และเพิ่มสารสำคัญในเลือดบางตัวที่มีผลต่อการสลายลิ่มในเส้นเลือด ยับยั้งการรวมตัวกันของเกล็ดเลือดทำให้ป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด พบว่า การทานกระเทียมสด 12 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ คนทั่วไปหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ควรรับประทานกระเทียมประมาณ 50 กรัม หรือ ประมาณ 15 กลีบต่อวัน มีการทดลองพบว่าการรับประทานกระเทียม 1 หัว (ประมาณ 9 กลีบ) ต่อวัน จะช่วยลดโคเลสเตอรอลได้โดยใช้เวลาประมาณ 4 เดือน และหลังจากโคเลสเตอรอลลดลงในระดับที่น่าพบใจแล้ว การรับประทานกระเทียมสดวันละ 2 กลีบ ก็สามารถป้องกันการเพิ่มของ&lt;br /&gt;โคเลสเตอรอลได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;วิธีใช้กระเทียมรักษาอาการต่างๆ ก็ต่างกันไปตามสูตรและสถานที่ เช่น ใช้เป็นยาขับลม บำรุงธาตุ ใช้น้ำคั้นหัวกระเทียมผสมน้ำอุ่นและเกลือเล็กน้อย ใช้กลั้วคอเพื่อฆ่าเชื้อในปากและลำคอ รักษาทอนซิลอักเสบที่เริ่มเป็น และการใช้กระเทียมสดทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนและการทารอบๆ วันละ 3-4 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการทดลองที่น่าสนใจ คือ แพทย์ชาวจีนใช้กระเทียมสกัดฉีดเข้ากระแสเลือด เพื่อรักษาโรคสมองอักเสบจากเชื้อ Cryptococcus ซึ่งมาจากนกพิราบได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์จากกระเทียมมากมายขนาดนี้ ท่านที่ไม่นิยมรับประทานกระเทยมก็คงจะหันมาสนใจบ้างแล้ว เริ่มง่ายๆ จากอาหารที่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบ เพราะอย่างถึงน้อย กระเทียมสุกจะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแต่ช่วยลดโคเลสเตอรอลและป้องกันโรคหัวใจได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด หนังสือ Critical Review in Food Science and Nutrition เคยทดลองและสรุปได้ในปี 1985 ว่า "ไม่พบว่าผลิตภัณฑ์สกัดของกระเทียมชนิดใด จะให้ผลการรักษาดีกว่ากระเทียมสด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : สถาบันการแพทย์แผนไทย &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-2477104830654213143?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2477104830654213143'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/2477104830654213143'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/blog-post_25.html' title='กระเทียม ยาฆ่าเชื้อ ลดโคเลสอเตอรอล'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3306296428064844369</id><published>2008-12-24T22:24:00.000-08:00</published><updated>2008-12-24T22:24:00.544-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สูตรผสมจากพืชผักรักษาหน้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดูแลรักษาหน้าใสด้วยสมุนไพร'/><title type='text'>ดูแลรักษาหน้าใสด้วยสมุนไพร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ดูแลรักษาหน้าใสด้วยสมุนไพร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สูตรผสมจากพืชผัก (ว่านหางจระเข้) &lt;br /&gt;สูตรผสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่านหางจระเข้ 2 ใบสาหร่ายทะเล(พอสมควร)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิธีผสม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;นำว่านหางจระเข้มาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเอาเฉพาะวุ้นใสๆข้างในจากนั้นเป็นชิ้นเล็กๆปั่นรวมกับสาหร่ายทะเลที่แช่น้ำจนนิ่มและหมดสิ่งสกปรกจนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วยทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือน จะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : samoonpai.com&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3306296428064844369?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3306296428064844369'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3306296428064844369'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/blog-post_24.html' title='ดูแลรักษาหน้าใสด้วยสมุนไพร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5521858152308673697</id><published>2008-12-23T21:42:00.000-08:00</published><updated>2008-12-23T21:42:00.729-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กินเผ็ด ป้องกันโรค มีประโยชน์สารพัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิตามินซีในพริกต้านอนุมูลอิสระ'/><title type='text'>กินเผ็ด ป้องกันโรค มีประโยชน์สารพัด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กินเผ็ด ป้องกันโรค มีประโยชน์สารพัด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;พูดถึง พริก ทุกคนจะนึกถึงความเผ็ด หลายคนชอบกินอาหารรสเผ็ด แต่หลายคนไม่ชอบ ผู้อ่านรู้หรือไม่ว่านอกจากความเผ็ดแล้ว พริก มีประโยชน์อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า พริก มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย โดยชาวโปรตุเกส สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หรือ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ “แคป ไซซิน” พริกยังมีสารสำคัญอีกหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ ธาตุเหล็ก และแคลเซียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่กินพริกนาน ๆ จะทำให้ติดเผ็ด จากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า คนไทยกินพริกมากที่สุดเฉลี่ย 5 กรัมต่อวัน หรือ ประมาณ 1 ช้อนชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ของพริกมีหลายอย่าง เช่น ช่วยเพิ่มสารแห่ง ความสุข คือ “เอ็นโดร ฟิน” บรรเทาอาการ เจ็บปวด บรรเทา อาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ลดปริมาณ คอเรสเตอรอล จากงานวิจัยของญี่ปุ่นพบว่า พริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและช่วยในการเผาผลาญ มีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก ขณะเดียวกันยังช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้จางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย สำหรับผู้ป่วยหอบหืด พริกจะช่วยทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง ดังนั้นคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดกินพริกจะดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกินพริก ยังช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้แก่ คือ อินซูลิน มีรายงานว่า 30 นาทีหลังกินพริก อินซูลินจะไม่ขึ้นเลย พออินซูลินไม่ขึ้น ก็จะไม่ทำให้รู้สึกอยากหวาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้วิตามินซีในพริก ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็ง จากผลการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่า พริกยังช่วยในการสลายลิ่มเลือดด้วย นอกจากการบริโภคแล้ว พริกยังถูกนำมาทำเป็นเจล ใช้ทารักษาผิวหนังอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว เข่าอักเสบ เริม หรืองูสวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่หลายคนมีความเชื่อว่าการกินพริกมาก ๆ หรือ รับประทานอาหารรสเผ็ดจัด จะทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารนั้น นพ.กฤษดา บอกว่า สารในพริกมีฤทธิ์เป็นกรดก็จริง แต่พริก ไม่ได้ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร น่าจะมาจากการกินอาหารมัน ๆ มากกว่า เช่น ข้าวขาหมู กว่าจะย่อยต้องใช้เวลา 2-3 ชม. ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การกินอาหารเผ็ดจัด อาจทำให้เกิดอาการ เหมือนคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะสารในพริกซึ่งเป็นกรด จะไปทำให้หลอดอาหารหดเกร็ง ทำให้รู้สึกจุกแน่นลิ้นปี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีที่กินอาหารเผ็ดมาก ๆ วิธีแก้ คือ ต้องกินอาหารที่มัน ๆ เพราะ “สารแคปไซซิน” จะละลายได้ดีในไขมัน แต่ละลายในน้ำได้เพียงเล็กน้อย การดื่มน้ำเย็นจะไม่ช่วยทำให้หายเผ็ด ถ้าจะแก้เผ็ดต้องดื่มนม หรือ ไอศกรีม ทั้งนี้ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่ใช้ความมันจากกะทิมาดับเผ็ด เห็นได้จากการทำแกงเขียวหวาน หรือแกงต่าง ๆ ที่ใส่กะทิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรระวัง คือ ในคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารรสเผ็ดจัด จะยิ่งทำให้กรดไปกัดแผลในกระเพาะอาหาร ส่วนเด็กและคนแก่ ที่สำลักง่าย ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะถ้าสำลักเข้าหลอดลม กรดอาจจะไปกัดหลอดลม ทำให้เกิดปัญหาหลอดลมหดเกร็ง ตีบ บวม หายใจไม่ออกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปว่า การกินอาหารเผ็ด ๆ มีแต่ข้อดี แทบจะไม่มีข้อเสีย แต่ก็ควรระวังพริกป่น พริกซอง ที่อาจมีสารอะฟลาทอกซิน เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5521858152308673697?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5521858152308673697'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5521858152308673697'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/blog-post_23.html' title='กินเผ็ด ป้องกันโรค มีประโยชน์สารพัด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-8017396624605566846</id><published>2008-12-22T20:10:00.000-08:00</published><updated>2008-12-22T20:10:00.588-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สังกะสี พบมากในอาหารทะเล นม ธัญพืช'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กินวิตามิน..เกลือแร่แก้แพ้อากาศ'/><title type='text'>กินวิตามิน..เกลือแร่แก้แพ้อากาศ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กินวิตามิน..เกลือแร่แก้แพ้อากาศ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;คนไหนที่รู้ตัวว่ากำลังเป็นโรคแพ้อากาศ วันนี้มีทางออกที่ช่วยลดการแพ้อากาศมาบอก...&lt;br /&gt;ลดอาการแพ้อากาศได้โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญควรกินผักผลไม้สด เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยลดการแพ้อากาศวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยลดการแพ้อากาศ ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- วิตามินซี ช่วยป้องกันและเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือด ป้องกันหวัดและการแพ้อากาศ แหล่งที่พบมากได้แก่ ฝรั่ง ส้ม และสับปะรด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- วิตามินอี ช่วยสร้างภูมิคุ้นกัน ต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างเซลล์ผิวให้แข็งแรง แหล่งที่พบมากได้แก่ ธัญพืช ข้างกล้อง และรำข้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- วิตามินเอ ช่วยต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างการทำงานของเซลล์เม็ดเลือด แหล่งที่พบมากได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง แครอท มะเขือเทศ ฟักทอง มะละกอ และน้ำมันตับปลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สังกะสี (Zinc) ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และป้องกันอนุมูลอิสระ แหล่งที่พบมากได้แก่ อาหารทะเล ธัญพืช และผลิตภัณฑ์นม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ซิลิเนียม (Selenium) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน แหล่งที่พบมากได้แก่ เนื้อสัตว์ ธัญพืช จมูกข้าว รำข้าว เห็ด และกะหล่ำปลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากลดอาการแพ้อากาศ ลองหาวิตามินและเกลือแร่ที่แนะนำมาทานกันดีกว่า.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-8017396624605566846?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8017396624605566846'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/8017396624605566846'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/blog-post_22.html' title='กินวิตามิน..เกลือแร่แก้แพ้อากาศ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5217751253655736468</id><published>2008-12-20T19:58:00.000-08:00</published><updated>2008-12-20T19:58:00.730-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆรักษาโรคหวัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='รักษาโรคหวัด ด้วยการดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ'/><title type='text'>รักษาโรคหวัด ด้วยการดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;รักษาโรคหวัด ด้วยการดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหวัด ต่างพากันยกนิ้วให้กับคำแนะนำของคนรุ่นย่ารุ่นยายที่สอนเอาไว้ว่า ให้ดื่มน้ำอุ่นจะได้หายเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยของศูนย์โรคหวัดธรรมดา มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ สหภาพแอฟริกาใต้ได้พบในการศึกษาว่า เครื่องดื่มที่เป็นน้ำผลไม้ที่ไม่มีแอลกอฮอล์อุ่นสัก 1 เหยือกจะช่วยบรรเทาอาการไอและสำลักลงได้ ผู้อำนวยการศูนย์ ศาสตราจารย์รอน เอกเคิล จึงได้ฉวยโอกาสแนะนำให้ผู้ป่วยโรคหวัดธรรมดา หรือไข้หวัดใหญ่ให้ดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ จะได้บรรเทาอาการลงได้ “มันน่าแปลกอยู่เหมือนกัน ที่เพิ่งมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ของผลดีในการดื่มเครื่องดื่มร้อน แก้หวัดขึ้นเป็นครั้งแรก” และเสริมว่าข้อดีของการดื่มน้ำผลไม้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากช่วยต่อสู้โรคภัยแล้ว มันยังถูกทั้งปลอดภัยและได้ผลดีอีกด้วยรายงานผลการศึกษาเปิดเผยอยู่ในวารสารทางวิชาการ “นาสิกวิทยา” ของอังกฤษ กล่าวว่า ได้ทดลองให้อาสาสมัครที่เป็นหวัด 30 คนดื่มน้ำแอปเปิ้ลและแบ็คเคอแรนต์พบว่า มันช่วยบรรเทาอาการน้ำมูกไหล ไอจาม เจ็บคอ หนาวสั่นและเมื่อยล้า ลงได้ทันทีและคงอยู่นาน.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5217751253655736468?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5217751253655736468'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5217751253655736468'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/blog-post_20.html' title='รักษาโรคหวัด ด้วยการดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-5259026459045030904</id><published>2008-12-19T20:01:00.000-08:00</published><updated>2008-12-19T20:01:00.708-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พริกช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สารพัดประโยชน์จากพริก'/><title type='text'>สารพัดประโยชน์จาก...พริก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สารพัดประโยชน์จาก...พริก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;พริก...ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัดขวางระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการไอ สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวยาหลายๆ ชนิด นอกจากนั้นสารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พริก...ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การบริโภคพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน เพราะว่าในพริกมีสารจำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พริก...ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พริก...ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูง การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือสามารถยุติหรือขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด สารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่องปาก คนที่รับประทานผักที่มีสารเบตาแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานผักที่มีเบตาแคโรทีนสูงถึง 7 เท่าคุณสมบัติของสารเบตาแคโรทีนจะช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง สำหรับพริกบางชนิดที่มีสีม่วงจะมีสารพวกแอนโทไซยานิน ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พริก...ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น ในปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง ใช้บรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคันและอาการผื่นแดงบริเวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรือโรคข้อต่ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้ว่าสารแคปไซซินช่วยลดอาการปวดศีรษะและไมเกรนลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พริก...ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟิน (endorphin มาจากคำว่า endogenous morphine) ขึ้น สารเอนดอร์ฟินเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ) มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับประทานเข้าไปมากเท่าใด ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้า แต่ผู้ออกกำลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดก็ยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า ‘น้ำ’ ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดี...นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Tips เกณฑ์วัดระดับความเผ็ดร้อนสากลของพริกหรือผักผลไม้ที่มีสารแคปไซซินซึ่งให้ความเผ็ดร้อนนี้เรียกว่า สโกวิลล์ (Seoville) เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับนี้ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ ลินคอร์น สโกวิลล์ นักเคมีชาวอเมริกัน โดยเขาได้คิดค้นระดับวัดความเผ็ดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ขณะทำงานอยู่ที่บริษัทผลิตยา พาร์ก เดวิส เพื่อวัดความฉุนหรือความเผ็ดร้อนของพริกต่างชนิดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับความเผ็ดที่วัดได้จากพริกขี้หนูสวนบ้านเรานั้นจะอยู่ที่ 50,000-100,000 สโกวิลล์ ในขณะที่สารแคปไซซินบริสุทธิ์นั้นมีค่าประมาณ 15,000,000-16,000,000 สโกวิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร จากเรด ซาบีนา วัดค่าได้ถึง 350,000-577,000 สโกวิลล์...เลยทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-5259026459045030904?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5259026459045030904'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/5259026459045030904'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/blog-post_19.html' title='สารพัดประโยชน์จาก...พริก'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3164044952296752477</id><published>2008-12-18T22:14:00.000-08:00</published><updated>2008-12-18T22:14:01.094-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Rambutan Thailand’s BEST Fruit'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Rambuta'/><title type='text'>Rambutan Thailand’s BEST Fruit</title><content type='html'>&lt;a title="Rambutan! Thailand’s BEST Fruit!" href="http://www.joysthaifood.com/2008/05/rambutan-thailands-best-fruit/"&gt;Rambutan Thailand’s BEST Fruit&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;One of my favorite times of the year is happening right now in Thailand.&lt;br /&gt;It’s time for the RAMBUTANS to become RIPE! I’m a rambutan lush, I have to admit. I eat more of these things than a man has a right to!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;What in the world are rambutans? You might be asking yourself…&lt;br /&gt;Rambutans are probably the most exotic fruit you’ve ever seen in your life. Maybe you’ve never seen them. They are grown the best in the south of Thailand.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;In fact, the best place I’ve ever had them from is from an area called, Ban Na San… a very small village along a river south of Surat Thani town about 30 km. Every year they have a huge week-long RAMBUTAN FESTIVAL there to celebrate since most of the residents make their living growing rambutans on their farms.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.joysthaifood.com/wp-content/uploads/2008/05/rambutan-flesh-skin-peeled.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;Rambutans when they’re best, are just bigger than golf balls and a lot more oblong (oval) than a round golf ball. They are bursting with flavor though there is nothing I could compare the taste of a rambutan to unless you are familiar with another exotic fruit called the “longan” or “lumyai”. The texture too is something quite unlike fruits I’ve had in America. Amost like a hard, fleshy grape. There is not a lot of juice in rambutans - loose juice that is, because the juice is locked up in the almost clear fruity flesh.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;A rambutan is best had in mid-season - somewhere around June-August as they seem to be most sweet, and large by then. The color ranges from a yellowish to an intense pink or red color. The color doesn’t matter much with regards to taste, as long ast the fruit is bigger than a golf ball you can almost be assured it is more sweet than sour. When it’s ripe the flesh separates easily from the seed. When not quite ripe the flesh sticks to the rambutan seed and the taste is a little sour overall, still not a bad taste though!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;There are over 100 (I stopped counting at 100) green grass-like hairs a half inch to 3/4 inches long with slightly curled ends protruding from every rambutan. This is normal, do not be afraid.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Upon first inspection you might think it inedible, or, that it resembles poisonous caterpillars that even when touched bring great burning pain through your skin. Nothing could be further from the truth, though you may find some black ants in your batch you purchase. There is one crawling on my rambutan I brought out of the bag!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;How to eat a rambutan?&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.joysthaifood.com/wp-content/uploads/2008/05/rambutan-seed-flesh.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;There are a couple theories on this but I take the quickest route which doesn’t require a knife. Takign the rambutan in front of me in both hands I grip it like I’m wringing washed wet socks dry and twist the skin of the fruit in opposite directions with each hand. Invariably the skin tears and an incredible bulbous clear fleshy rambutan is waiting for me to suck it out with suction or bite and pull it from the other half of the skin.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;When chewing a rambutan you’ll eventually come up with a good system to let you avoid biting directly into the seed in the middle that is about the same size, shape and color as a big almond nut. I usually put the whole rambutan in the side of my mouth and chew almost halfway through it longways and maneuver it around using my tongue until I’ve pulled off 95% of the flesh. Then I either spit out the seed or pull the seed out with my fingers and polish off the remaining fruit.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;There is an exo-seed type peel that is loose and surrounds the hard seed - it’s fine to eat, but may take some getting used to. I didn’t like it at all for the first few months I ate the fruit, but gradually it made no difference to me to eat it along with the rest of the flesh.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Be careful if you eat a lot of rambutan at one time not to handle the fleshy part with your fingers before you eat it as pesticides are usually used on the outside of the fruit to keep it safe from pests eating it. It’s delicious to them too.&lt;br /&gt;Rambutans here in Thailand are at the usual rate of 15-25 baht per kilogram (2.2lbs). 25 baht is roughly equivalent to 80cents USD.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rambutan taste is something you’ll quickly become accustomed to and addicted to. I am completely addicted and when each season comes I eat kilogram after kilogram of the fruit!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3164044952296752477?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3164044952296752477'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3164044952296752477'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/rambutan-thailands-best-fruit.html' title='Rambutan Thailand’s BEST Fruit'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-9012750973862617418</id><published>2008-12-17T07:32:00.000-08:00</published><updated>2008-12-17T07:32:00.739-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='องุ่นแดงต้านมะเร็งและหัวใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเขือเทศอาหารสุขภาพ'/><title type='text'>อาหาร 6  ชนิด ที่ผู้หญิงควรจะกินให้เพิ่มขึ้น  เพื่อสุขภาพที่ดี</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อาหาร 6  ชนิด ที่ผู้หญิงควรจะกินให้เพิ่มขึ้น  เพื่อสุขภาพที่ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;-มะเขือเทศ  โดยเฉพาะมะเขือเทศสุก  เพราะการปรุงอาหาร เช่น มะเขือเทศในซอสสปาเกตตี้และพิซซ่า จะมีไลโคฟีน  ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  ที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลงได้&lt;br /&gt;-องุ่นแดง   เช่นเดียวกับไวน์แดง  โพลีฟีนอล  ในองุ่นแดงจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็ง&lt;br /&gt;-หอมหัวใหญ่   ไม่ว่าจะสุกหรือดิบก็ตามในหัวหอมใหญ่ก็จะอุดมไปด้วย  วิตามินซี ที่จะช่วยระบายท้อง  และยังมีโฟแลตอีกด้วย&lt;br /&gt;-เนื้อแดงไม่ติดมัน  เพราะจะอุดมไปด้วยโปรตีน  และธาตุเหล็กที่จะช่วยบำรุงเลือดและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับร่างกาย&lt;br /&gt;-ถั่ววอลนัท  เพราะถั่ววอลนัท  อุดมไปด้วยกรดไขมัน  โอเมก้า 3  และไฟเบอร์ที่จะช่วยบำรุงหัวใจ  บำรุงสมอง  และยังทำให้ขับถ่ายได้ดีอีกด้วย&lt;br /&gt;-ดาร์ค  ช็อกโกแลต  ก็คือ  ช็อกโกแลตที่เข้มจนออกจะขม   (ไม่ใช่ช็อกโกแลตนมสำหรับเด็ก)  เพราะในดาร์ค ช็อกโกแลต  จะมีฟลาโวนอยด์  และไฟโตสเตอรอล  ที่จะช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด  และช่วยป้องกันโรคหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา :  Spicy&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-9012750973862617418?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/9012750973862617418'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/9012750973862617418'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/6.html' title='อาหาร 6  ชนิด ที่ผู้หญิงควรจะกินให้เพิ่มขึ้น  เพื่อสุขภาพที่ดี'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-3983262218651620810</id><published>2008-12-16T07:17:00.000-08:00</published><updated>2008-12-16T07:17:00.222-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บร็อคโคลี่ต้านมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='8  อาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพ'/><title type='text'>8  อาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;8  อาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;1.      บร็อคโคลี่  แชมป์เปี้ยนผักในตระกูลกะหล่ำที่เป็นที่นิยมของนักบริโภคทั่วโลก ประโยชน์&lt;br /&gt;ของบร็อคโคลี่มีเยอะมาก ๆ&lt;br /&gt;-ช่วยป้องกันมะเร็ง&lt;br /&gt;- อุดมด้วยวิตามินซี  สารแอนตี้ออกซิแดนท์  ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย  และยังช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรงอีกด้วย&lt;br /&gt;-ประกอบด้วยสารกลูตาทอน  ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ  เบาหวาน  และ  โรคหัวใจ  และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ลดระดับคอเลสเตอรอล  และช่วยลดความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;-ป้องกันการเกิดต้อกระจก  เนื่องจากบร็อคโคลี่จะมีสารเบต้าแคโรทีนสูง&lt;br /&gt;-ขนาดรับประทาน  บร็อคโคลี่  ½  ถ้วย ต่อสัปดาห์  ก็จะดีต่อสุขภาพของคุณแล้วละค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.      กระเทียม  ช่วยลดคลอเลตเตอรอล  มีฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินในการช่วยป้องกันในการช่วยป้องกันการแข็งตัวและการอุดตันของหลอดเลือด  มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เหมือนกับยาเพนนิซิลิน  และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยป้องกันมะเร็งลำไล้ใหญ่  และมะเร็งเต้านมอีกด้วย&lt;br /&gt;v ขนาดรับประทาน  การป้องกันโรคหัวใจรับประทานวันละ  1  กลีบ  โดยทั่วไปให้ทานทุกวันปริมาณเท่าไรก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.      ถั่วแดง   เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมาก  ดังนั้น  จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล  ป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก  และมะเร็งลำไส้ใหญ่  อุดมด้วยกรดโฟลิค  ที่ช่วยบำรุงโลหิต  ป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์ป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ดีอีกด้วย&lt;br /&gt;v ขนาดรับประทาน  ควรรับประทาน  1  ถ้วย / วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.      นมพร่อมมันเนย   เป็นแหล่งของแคลเซียมสูงที่ปลอดไขมัน  ซึ่งป้องกันภาวะกระดูกพรุน  และยังประกอบด้วยสารโปตัสเซียมและแมกนีเซียมที่ออกฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;ขนาดรับประทาน  คนวัยหนุ่มสาวต้องการแคลเซียมวัยละ 1,000 mg ส่วนวัยสูงอายุจะต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 mg&lt;br /&gt;5.      ส้ม  ยอดผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินสูง  เส้นใยอาหารสูง  รวมทั้งสารอาหารชนิดอื่น ๆ  ซึ่งช่วยป้องกันหวัด  ลดระดับคอเลสเตอรอล  ช่วยในการสร้างกระดูก  ป้องกันการเกิดนิ่วในไต  ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่  ตลอดจนช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ  นอกจากนี้  สาร  phytochemicals  ในส้มยังช่วยต่อต้านมะเร็งเต้านมด้วย&lt;br /&gt;v ขนาดรับประทาน  ควรรับประทานวันละ  1 -2  ผล  เป็นประจำทุกวัน&lt;br /&gt;6.      ปลาแซลมอน   มีปริมาณน้ำมันปลาที่เรียกว่า  โอเมก้า 3  ค่อนข้างสูง  ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจ  และช่วยควบคุมอาการไขข้ออักเสบ  ยังช่วยลดอาการปวดรอบเดือน  รวมทั้งช่วระงับอาการซึมเศร้าได้ด้วย&lt;br /&gt;v ขนาดรับประทาน  รับประทานสัปดาห์ละ  3  ออนซ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.      เต้าหู้   ช่วยลดระดับไขมัน  คอเลสเตอรอล อุดมด้วยสารเอสโตรเจนธรรมชาติจากพืชป้องกันกระดูกพรุน  มะเร็งเต้านม  และยังช่วยให้ไตทำงานได้ดีด้วย&lt;br /&gt;v ขนาดรับประทาน  30 -50  mg  / วัน  หรือเท่ากับปริมาณ  เต้าหู้  ½  ถ้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.      ซอสมะเขือเทศ    ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่  มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร  สาร  lycopene  ในมะเขือเทศเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์  ที่ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมได้ดี&lt;br /&gt;ขนาดรับประทาน  รับประทานได้ปริมาณตามใจชอบเป็นประจำทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา :  Spicy&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8101527804404892243-3983262218651620810?l=fruits-vatgetable.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3983262218651620810'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8101527804404892243/posts/default/3983262218651620810'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fruits-vatgetable.blogspot.com/2008/12/8.html' title='8  อาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8101527804404892243.post-8536212707301943219</id><published>2008-12-15T07:15:00.000-08:00</published><updated>2008-12-15T07:15:00.967-08:00</updated><category scheme='http://
